
ทบทวนเปิดสัมปทาน
ทันทีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติ 130 ต่อ 79 เสียง และงดออกเสียง 21 เสียง ไม่เห็นด้วยกับรายงานการศึกษาของกรรมาธิการเสียงข้างมากภายใต้กรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช. กรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน
ทันทีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติ 130 ต่อ 79 เสียง และงดออกเสียง 21 เสียง ไม่เห็นด้วยกับรายงานการศึกษาของกรรมาธิการเสียงข้างมากภายใต้กรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช. กรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน
เสียงสมาชิก สปช.ส่วนใหญ่มองว่าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบนี้ เป็นไปด้วยความรวบรัด ตัดตอน เร่งเปิดสัมปทานเพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน โดยไม่รับฟังเสียงจากประชาชน ที่เสนอให้มีการปรับปรุงระบบการจัดสรรผลประโยชน์ตอบแทนในการขุดเจาะปิโตรเลียม จากระบบสัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากกว่า จึงขอให้ทบทวนการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 และศึกษาทางเลือกการนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้
ในขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลที่หนักแน่นเช่นกันว่า ประเทศไทยจะขาดแคลนปิโตรเลียมในอีก 7 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาผลิตกระแสไฟฟ้า และทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว จึงต้องเร่งเปิดสัมปทานโดยเร็ว และการนำระบบการให้สัมปทานมาใช้ถือเป็นวิธีการที่รัฐบาลไทยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และยังได้ส่วนแบ่งจากระบบสัมปทานไทยแลนด์ ทรี และไทยแลนด์ ทรี พลัส ในสัดส่วน 72% สูงกว่าระบบสัมปทานในต่างประเทศที่ได้ส่วนแบ่งเพียง 60% เท่านั้น
แม้ว่าสมาชิก สปช.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยจะมีความเห็นที่สวนทางกันในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 แต่ก็มีข้อเสนอที่เป็นจุดร่วมกัน โดยเสนอให้มีการศึกษาแนวทางและทดลองนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ในการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในบางหลุมควบคู่กับการเปิดสัมปทาน เพื่อทำให้รัฐบาลมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการพิจารณาตัดสินใจที่จะขุดทรัพยากรของชาติมาใช้ประโยชน์ในอนาคต
แต่กระนั้น เสียงข้างมากของ สปช.ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ที่สะท้อนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ นั้น เป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับฟังและมองข้ามไม่ได้ เพราะหากหัวหน้า คสช. เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นผู้คัดเลือกและเสนอแต่งตั้งสมาชิก สปช.มากับมือ ไม่ฟังเสียงการปฏิรูป หรือทำประหนึ่งว่า ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปพลังงานของ สปช.ไม่มีความหมาย จะส่งผลให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าเสียงของประชาชนจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศที่มีความยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ
ทางเลือกที่ดีที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้ คือ ต้องยุติหรือทบทวนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมออกไปก่อน และเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตกผลึกข้อดี ผลเสียของระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิตอย่างรอบด้าน และให้ทุกฝ่ายมีส่วนในการตัดสินใจอนาคตของประเทศร่วมกัน







