
กมธ.ยกร่างฯรับรองสิทธิ์เพศสภาพ-คุมเข้มเฮทสปีช
กมธ.ยกร่าง รธน. รับรองสิทธิ เพศสภาพ เท่าเทียม ชาย –หญิง คุมเข้ม“เฮทสปีช”
กมธ.ยกร่าง รธน. รับรองสิทธิ เพศสภาพ เท่าเทียม ชาย –หญิง คุมเข้ม“เฮทสปีช”
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ว่า พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ กมธ.ยกร่างฯ ได้รายงานต่อที่ประชุมว่าคสช. ได้อนุมัติเวลาการออกอากาศโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจให้กมธ.ยกร่างฯได้สื่อสารกับสังคมผ่านรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” สัปดาห์ละ 1 วัน คือวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 18.00-18.15น. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของกมธ.ยกร่างฯ รวมถึงความคืบหน้าต่างๆในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะออกอากาศวันแรก ในวันที่ 15ม.ค. ซึ่งจะมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯเป็นผู้ออกรายการคนแรก จากนั้นก็จะเวียนบุคคลอื่นในกมธ.ยกร่างฯให้มารายงานความคืบหน้าการทำงานต่อประชาชน
นายคำนูณ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณา ในหมวด 2 ประชาชน ส่วนที่2 สิทธิและเสรีภาพของบุคคล มาตรา 7 ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้นครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน การเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถื่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้” ซึ่งถือว่าการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีการเพิ่มคำใหม่ คือคำว่า “เพศสภาพ”เพื่อให้ครอบคลุมทุกเพศที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด
โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวต่อว่า ในมาตรา 14 วรรหนึ่ง ระบุว่า “ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” ซึ่งคำว่า การสื่อความหมายโดยวิธีอื่น จะครอบคลุมไปถึงสื่อในโลกออนไลน์ต่างๆด้วย ส่วนวรรคสอง ระบุว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชักกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน”
ทั้งนี้ ในมาตรา 14 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมาจากรากฐานวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่มีการใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดการเกลียดชัง หรือที่ เรียกกันว่า Hate Speech (เฮทสปีช) อีกทั้งยังเป็นการเขียนให้เป็นไปตามบรรทัดฐานของการที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีประเทศสมาชิกของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) ข้อ 20 (2)







