
แครี่เทรดยังปั่น ตลาดไทยรับมือป่วน
การที่่ต่างชาติทยอยถอนทุนกลับ จากปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยุติมาตรการคิวอีครั้งที่ 3 เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ย่อมส่งผลให้ไทยและเพื่อนบ้านโดยรอบในเอเชีย ต่างได้รับผลกระทบ อย่างหนักหน่วงไปตามๆ กัน เช่น ค่าเงินที่อ่อนค่ากราวรูดรับการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
การที่่ต่างชาติทยอยถอนทุนกลับ จากปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยุติมาตรการคิวอีครั้งที่ 3 เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ย่อมส่งผลให้ไทยและเพื่อนบ้านโดยรอบในเอเชีย ต่างได้รับผลกระทบ อย่างหนักหน่วงไปตามๆ กัน เช่น ค่าเงินที่อ่อนค่ากราวรูดรับการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตดูจากตัวเลขในปี 2557 ที่เพิ่งผ่านมาจะพบว่า เงินบาทไทยที่ว่าอ่อนค่าลงนั้น กลับอ่อนค่าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคเดียวกัน ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 ธ.ค. อ่อนค่าไปเพียง 0.09% เท่านั้น เมื่อเทียบกับริงกิตมาเลเซียที่อ่อนค่าลงถึง 6.47% รูเปียห์อินโดนีเซีย 2.29% เหรียญสิงคโปร์ 4.58% หยวนจีน 2.5% และเยนญี่ปุ่นที่ดิ่งลงถึง 12.1% ทั้งที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
คำตอบหนึ่งที่ช่วยอธิบายได้ดีก็คือ ไทยยังคงเป็นแหล่งดึงดูดการเก็งกำไรแบบ “แครี่ เทรด” (Carry Trade) หรือการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำทั้งเงินเหรียญสหรัฐ และเงินเยน ญี่ปุ่น ที่มีดอกเบี้ยเพียง 0-0.25% และ 0.1% ตามลำดับ มาเก็งกำไรส่วนต่างในประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ทั้งค่าเงินหุ้น และตราสารหนี้
หากดูในตลาดเงินตลาดทุนไทยจะพบว่าต่างชาติยังไม่ได้ออกไปมากนักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นการโยกจากหุ้นไปตราสารหนี้ โดยรวมแล้วในปี 2557 ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 3.6 หมื่นล้านบาท และขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ช่วง 11 เดือนแรกประมาณ 2.67หมื่นล้านบาท
ที่ต้องจับตาก็คือ ปี 2558 นี้ แครี่ เทรดเดอร์ ทั้งหลายจะ “อยู่” หรือ “ไป” มากกว่ากัน
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ต่างชาติหลายสำนักเคยเชื่อว่า แครี่เทรดจะเริ่มกลับทิศอย่างชัดเจนในปีนี้ โดยจะถอนทุนกลับอย่างชัดเจนรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ที่คาดว่าจะมีขึ้นหลังไตรมาส 2 เป็นต้นไป และจะสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุนประเทศเกิดใหม่อย่างหนักเมื่อเทขายสินทรัพย์ปริมาณมหาศาลในมือ
แต่นักเศรษฐศาสตร์และกูรูการเงินอีกหลายคนก็ยังมองว่าแครี่เทรดน่าจะยังคงอยู่เก็งกำไรต่อจากหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งจะส่งผลให้ “ค่าเงินบาทไทยในปีนี้ไม่อ่อนค่าลงอย่างที่ควรจะเป็น” และกระทบต่อภาคการส่งออกที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมาจากในปีที่แล้วด้วย
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ทุนต่างชาติอาจทยอยไหลออกกลับไปยังสหรัฐตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่คาดว่าไม่น่าจะรุนแรงมาก เพราะยังได้สภาพคล่องจากการอัดฉีดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และคาดว่าจะได้คิวอีจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มาช่วยลดความผันผวนได้บ้าง
ขณะที่ ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส มองว่า ทุนไหลออกจากไทยในปีนี้ไม่น่าจะเยอะมากจนสร้างความปั่นป่วน เพราะทุนต่างชาติได้ทยอยไหลออกมา 2 ปีแล้วในปริมาณราว 2 แสนล้านบาท จึงน่าจะเริ่มชะลอตัวลง
ที่สำคัญก็คือแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีจนถึงระดับที่สหรัฐสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในเร็ววันนี้ หรือแม้แต่ในปีนี้ เพราะราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงอย่างหนักจนแตะระดับต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้ฉุดให้เงินเฟ้อสหรัฐลดต่ำลงอย่างน่ากังวลไปด้วย เพราะแม้อัตราว่างงานสหรัฐจะลดลง แต่ก็ยังมีปัญหาค่าจ้างแรงงานต่ำ ทำให้การบริโภคของสหรัฐยังไม่กลับมา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าไม่ใช่เรื่องเงินทุนเข้า-ออกเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “สงครามค่าเงิน” ที่หลายประเทศผู้ส่งออกจะยังคงใช้กลยุทธ์ด้านราคาอย่างต่อเนื่อง และอาจรุนแรงขึ้นในปีนี้
อมรเทพ มองว่า นอกจากการคงอยู่ของแครี่เทรดที่ไม่ทำให้ราคาสินทรัพย์ลดต่ำลงมากแล้ว ไทยยังเสียเปรียบค่าเงินซึ่งอ่อนค่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับประเทศส่งออกอื่นๆ เพราะมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันโลกเข้ามาร่วมด้วย เช่น ค่าเงินของมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าลงหนักเพราะมีเรื่องราคาน้ำมันโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำมาเป็นปัจจัยฉุดด้วย
ขณะที่บางประเทศ เช่น เวียดนาม เลือกที่จะใช้วิธีลดค่าเงินด่องลง 1% และลดเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 7 เดือน เพื่อคุมเงินเฟ้อและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มจะปล่อยให้เงินเยนอ่อนค่าลงมากขึ้นอีกในปีนี้
ในทางกลับกัน ค่าเงินบาทไทยที่อ่อนค่าน้อยกว่าเพื่อนบ้านโดยลดลงมาไม่ถึง 1% นั้น ก็ยังมีสัญญาณที่จะทรงๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของปีนี้ระหว่างวันที่ 5-9 ม.ค. แม้เงินบาทจะอ่อนค่าแตะ 33 บาท ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ แต่หลังจากนั้นกลับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีแรงซื้อของต่างชาติในตลาดพันธบัตรไทยมาก รวม 3 วัน 5-7 ม.ค. มีการซื้อสุทธิไปถึง 1.5 หมื่นล้านบาท จนเงินบาทแข็งค่าสุดไปแตะระดับ 32.85 บาท/เหรียญสหรัฐ
เงินบาทที่อ่อนค่าน้อยกว่าประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับภาคการส่งออกไทย ที่คาดว่าจะติดลบราว 0.2% ในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ไม่ถึง 4% ตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ในปีนี้ เพราะมีปัจจัยเสี่ยงทั้งราคาน้ำมันที่ฉุดการบริโภคของประเทศคู่ค้า และการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) ของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ดี หากพลิกปัญหาดังกล่าวให้เป็นโอกาสแล้ว ก็นับเป็นช่วงจังหวะเหมาะที่นักลงทุนไทยจะออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดไปในกลุ่มอาเซียนรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปีนี้ หรือการปรับโครงสร้างการผลิตหันไปสร้างโรงงานผลิตใหม่ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่ยังมีต้นทุนต่ำ หรือใช้เป็นจังหวะนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาการผลิต ก่อนที่เงินเหรียญสหรัฐจะกลับสู่ทิศทางแข็งค่ายาว
งานนี้หากตั้งรับปรับตัวไม่ทัน ไทยแลนด์คงยิ่งตกชั้น ตลาดทุนยิ้มกริ่่ม แต่ภาคเศรษฐกิจจริงรอวันดิ่งเหว







