
ไม่ต้องทำงานก็รวยได้
ผมชอบเดินดูหนังสือในร้านขายหนังสือตามศูนย์ราชการขนาดย่อมหรือคอมมิวนิตี้มอลล์แถวบ้านเพื่อซื้อหนังสืออ่าน หลังๆ นี้สังเกตว่ามีหนังสือใหม่ๆ พิมพ์ออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็บอกว่า แต่นี้ต่อไปคนจะไม่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นรูปเล่ม แต่จะอ่านหนังสือประเภทออนไลน์เป็นหลัก
ผมชอบเดินดูหนังสือในร้านขายหนังสือตามศูนย์ราชการขนาดย่อมหรือคอมมิวนิตี้มอลล์แถวบ้านเพื่อซื้อหนังสืออ่าน หลังๆ นี้สังเกตว่ามีหนังสือใหม่ๆ พิมพ์ออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็บอกว่า แต่นี้ต่อไปคนจะไม่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นรูปเล่ม แต่จะอ่านหนังสือประเภทออนไลน์เป็นหลัก
ที่น่าสังเกตก็คือหนังสือที่ออกมาวางจำหน่ายตามแผงหนังสือในตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือสอนให้คนเล่นหุ้น สอนให้สร้างความร่ำรวยแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องทำงานหนักเหมือนสมัยก่อน หนังสือประวัติของนักธุรกิจหรือคนดังประเภทเจ้าสัว ซึ่งพลิกๆ ดูแล้วเหมือนกำลังอ่านนวนิยาย ส่วนหนังสือที่สอนให้คนทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวไม่ค่อยมีวางให้เห็น
ความจริงใครจะอ่านหนังสือประเภทไหน คงไม่มีใครเสียหาย เพราะผมเชื่อว่าการอ่านหนังสือทำให้คนฉลาดรู้เท่าทันคน รู้จักใช้สมองใช้ความคิด ใช้จินตนาการ แต่บางทีอดเป็นห่วงไม่ได้ ตามประสาคนที่ผ่านโลกมามาก และมีประสบการณ์การทำงานจากล่างสุดถึงบนสุดในวิชาชีพมาแล้วว่า
การที่คนรุ่นหลังที่ยังขาดประสบการณ์ชีวิตจริงเท่าที่ควร อ่านหนังสือประเภทโตแล้วเรียนลัด รวยโดยไม่ต้องทำงานหนัก อาจถูกชักนำให้เชื่อว่า การทำมาหากินด้วยหยาดเหงื่อแรงกายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเพราะรวยช้า และไม่ก้าวหน้าโด่งดังเร็วเหมือนกับการเล่นหุ้น หรือประกอบอาชีพของคนรุ่นใหม่ เช่น การค้าขายออนไลน์ ที่เรียกว่าอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตทำความเข้าใจว่า ไม่ว่าการเล่นหุ้นหรือประกอบอาชีพอีคอมเมิร์ซ หรืออะไรก็ตาม ถ้าจะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คงหลีกเลี่ยงการทำงานหนักไม่พ้นอยู่ดี เช่น ถ้าจะเล่นหุ้นก็คงต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น รู้จักวิเคราะห์ข้อมูล รู้จักการบริหารความเสี่ยง รู้จักแพ้รู้จักชนะ หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้จักติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดว่าเจ้ามือจะเข้าจะออกจากตลาดเมื่อไร เพื่อไม่ให้ติดดอย
ถ้าจะขายออนไลน์ทำอีคอมเมิร์ซก็ต้องรู้จักเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งเพียงพอไม่ให้ถูกโกง ถูกแฮ็ก รู้จักการตลาด การจัดกลุ่มลูกค้า ระบบโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน รวมทั้งการบริหารสภาพคล่องไม่ต่างไปกว่าการประกอบธุรกิจปกติ จึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ประเภทรวยเพราะถูกหวย
หนังสือที่นำประสบการณ์ของนักลงทุนในตลาดหุ้นที่ผมลองพลิกๆ อ่านดู ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นการนำหนังสือต่างประเทศมาแปลจำหน่ายหรือหนังสือที่เขียนโดยหรือจ้างให้เขียนโดยนักลงทุนไทยชื่อดังๆ ที่ลงทุนประสบความสำเร็จจนมั่งคั่งร่ำรวยนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นที่ความสำเร็จของนักลงทุนเหล่านั้น และมักจะตั้งชื่อหนังสือให้ดึงดูดความสนใจของที่เข้ามาในร้านหนังสือให้ซื้อไปอ่าน เช่น เคล็ดไม่ลับของการเป็นมหาเศรษฐีใน 24 ชม. การลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ สู้งานไม่ทำงานดีกว่า อะไรทำนองนี้ อาจทำให้คนที่ขาดประสบการณ์ในชีวิตจริง หรือกำลังมีปัญหาในชีวิตการทำงานเชื่อว่า ถ้าทำอะไรแบบพระเอกในหนังสือเหล่านี้ ก็จะประสบความสำเร็จเหมือนเขาเหล่านั้น โดยไม่ตระหนักถึงบริบทหรือข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นความแตกต่างของตนเองกับคนเหล่านั้น เช่น ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ทุน หรือความเข้มแข็งทางร่างกายหรือจิตใจที่จะรับความเสี่ยงหรือความเสียหายในการเปลี่ยนอาชีพหรือการลงทุน
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้อาจทำให้คนอ่านตัดสินใจผิดพลาดนำไปสู่ความเสียหายทางด้านอาชีพการงานและการเงิน บ้างก็กลายเป็นคนหลักลอย บ้างก็เปลี่ยนจากความเป็นมนุษย์เป็นแมลงเม่าที่ถูกชักนำให้บินเข้ากองไฟที่เขาสุมไว้ล่อโดยไม่รู้ตัว
สำหรับคนอีกประเภทหนึ่งคือ คนที่อยากเปลี่ยนอาชีพไปประกอบอาชีพที่คิดว่าเป็นอิสระกว่า ทำเงินได้ง่ายกว่า อาชีพ การงานที่ทำอยู่เดิม โดยเฉพาะคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องงานหรือการเมืองในสำนักงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง กำลังไม่สบายการไม่สบายใจ พอเห็นหนังสือแนวที่นำเสนอประวัติของผู้บริหารบางคนหรือเจ้าสัวบางท่านที่รวยระดับหลายหมื่นล้านหรือหลายแสนล้านเข้า เลยพาลคิดว่าวิธีการแก้ไขปัญหาอาชีพการงานที่กำลังทำอยู่คือการออกจากงานประจำไปประกอบอาชีพของตัวเอง เพื่อจะได้ร่ำรวยเหมือนคนเหล่านั้น ไม่ตระหนักถึงความจริงว่า ส่วนใหญ่ผู้บริหารที่ออกไปทำธุรกิจของตนเอง จนยิ่งใหญ่นั้นมักจะเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในงานที่ทำอยู่เดิม มีความรู้ ทุนและประสบการณ์ตลอดจนเครือข่ายทางธุรกิจที่จะออกไปยืนบนลำแข้งของตนเองได้ และเผอิญมีโอกาสหรือจังหวะจะเปิดให้
ที่น่าห่วงคือ พออ่านหนังสือจบเลยเลิกตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย โดยคิดว่าทำไปก็ไม่ก้าวหน้าและที่สำคัญคือทำไปก็ไม่รวย เพราะดูเหมือนว่าความรวยจะเป็นสรณะของการวัดความสำเร็จของหนังสือประเภทนี้ แต่ครั้นจะออกไปก็ไม่ทราบว่าจะออกไปทำอะไร คงได้แต่นั่งฝันกลางวันไปวันหนึ่งๆ ว่าจะรวยเหมือนเจ้าสัวทั้งหลาย ท้ายที่สุดก็ได้ออกจากงานตามความฝัน เพราะนายจ้างเชิญให้ออกไปล่าฝันเอาเอง ดีกว่านั่งซังกะตายทำงานไปวันหนึ่งๆ
อย่างไรก็ตาม ที่เขียนมาไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้ผู้อ่านต้องทนเป็นลูกจ้างเขาไปชั่วชีวิต และอยู่อย่างไม่มีความฝัน ไม่มีอนาคต คนทุกคนไม่ควรปิดโอกาสที่ดีกว่าที่จะแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า จะโดยการเป็นนักลงทุนก็ได้ จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ได้ จะทำอีคอมเมิร์ซก็ได้ แต่เป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงต้องชัดเจน ต้องรู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของตนเองและที่สำคัญที่สุดต้องถามตัวเองว่าได้ต่อสู้กับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่จนถึงที่สุดหรือยัง หรือกำลังจะตัดสินใจไปเป็นนักลงทุนประเภทแมลงเม่าหรือนักธุรกิจฉาบฉวย เพียงเพื่อหนีปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือเหล่านี้ จึงควรอ่านแบบมีสติ อ่านเพื่อแสวงหาความรู้และศึกษาประสบการณ์ของคนอื่นทั้งด้านบวกและด้านลบ รู้จักแยกแยะ ข้อเท็จจริงออกจากคำสรรเสริญเยินยอเจ้าของหนังสือ ซึ่งส่วนมากไม่ได้เขียนเอง และเข้าใจบริบทในการประกอบอาชีพที่ไม่เหมือนกัน ไม่ควรอ่านแบบอ่านนวนิยายประโลมโลกหรืออ่านเอกสารโฆษณาชวนเชื่อของนักธุรกิจบางคนแล้วเผยว่า เขาทำอะไรได้ เราก็ทำได้ เหมือนเขา เพราะเขาก็คือเขา เราก็คือเราใช่ไหมครับ
ก่อนจะจบก็ขอสรุปว่า ถ้าท่านเห็นหนังสือเล่มไหนที่บอกว่า ถ้าท่านอ่านจบแล้วทำตามจะรวยโดยไม่ต้องทำงานหนัก ก็ขอให้โยนทิ้งไว้ที่แผงต่อไป เพราะไม่มีใครและไม่มีอาชีพไหนที่จะรวยได้ โดยไม่ต้องทำงานหนัก ยกเว้นเผอิญโชคดีถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 หลายใบเท่านั้น







