
กองปราบออกหมายเรียกเพิ่มอีก26รายคดีสจล.
ตำรวจกองปราบแยก 5 สำนวนคดียักยอกเงิน สจล. พร้อมออกหมายเรียก 26 คนสอบ ด้าน "กิตติศักดิ์" ยังไม่เดินทางกลับไทย
ตำรวจกองปราบแยก 5 สำนวนคดียักยอกเงิน สจล. พร้อมออกหมายเรียก 26 คนสอบ ด้าน "กิตติศักดิ์" ยังไม่เดินทางกลับไทย
วันที่ 13 ม.ค. พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยความคืบหน้าคดีการยักยอกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ว่า จากการตรวจสอบพบเงิน สจล.หายไปทั้งสิ้นจำนวน 1,474 ล้านบาท จากบัญชีเงินฝากธนาคารจำนวน 5 บัญชี จึงให้พนักงานสอบสวนแยกทำสำนวนคดีเป็น 5 สำนวน ส่วนการติดตามจับกุมนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ผู้ต้องหารายสำคัญ ที่มีข่าวจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวานนี้( 12 ม.ค.) ตรวจสอบจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้วยังไม่พบการเดินทางเข้าประเทศ
ขณะที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่มเติม จำนวนทั้งสิ้น 26 คนมาให้ปากคำระหว่างวันที่ 19- 27 มกราคม แบ่งเป็นกลุ่มพนักงานบริษัทต่างๆ ของนายกิตติศักดิ์ทั้ง 7 บริษัท กลุ่มเครือญาติรวมทั้งพ่อแม่ของนายกิตติศักดิ์ ที่มีการตรวจสอบพาว่าได้รับโอนเงินจากนายกิตติศักดิ์จำนวน 8 ล้านบาท และกลุ่มผู้ที่ได้รับการโอนเงินจาก สจล.
พ.ต.อ.ณษ กล่าวว่า ส่วนการสอบปากคำของนายสุกฤษ เขียวนันใจ พนักงาน บ.มัทธุจัด ให้การว่านายกิตติศักดิ์ เคยสั่งให้ตนโอนเงินจำนวน 8 ล้านบาทไปให้นายภาดา บัวขาว ส่วนการเรียกอาจารย์ สจล.ท่านหนึ่งได้เข้าให้ปากคำเบื้องต้นแล้วกรณีที่ได้รับโอนเงิน 5.5 ล้านบาทจากนายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซี ศรีนครินทร์ โดยระบุว่า เป็นเงินส่วนตัวที่เคยให้นาย ทรงกลดไปลงทุน จำนวน 5 ล้านบาท เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ซึ่งนายทรงกลดมาชักชวนให้ลงทุน จะได้กำไรมาก แต่ผ่านมา 5 ปี ไม่มีความเคลื่อนไหว จึงได้ไปออกปากทวงถาม ทางนายทรงกลดจึงได้โอนเงินมาให้ทั้งสิ้น 5.5 ล้านบาท ในส่วนนี้พนักงานสอบสวนยังรอเอกสารหลักฐานจากอาจารย์ท่านนี้มาประกอบ หากไม่มีมายืนยันตามที่กล่าวอ้าง ก็จะต้องส่งให้ ปปง.ทำการอายัดเงินทั้งหมด 5.5 ล้านบาทด้วย เพราะถือว่าเป็นเงินของ สจล.ที่หายไป
ส่วนการตรวจสอบสถานบันเทิง สตรีทผับ ของนายกิตติศักดิ์ พบว่าใช้เงินลงทุนจำนวนถึง 100 ล้านบาท ก่อนสร้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 และเปิดบริการในกลางปี 2557 เป็นช่วงที่มีการตรวจสอบว่าเงิน สจล.หายไปด้วย







