posttoday
รัฐเก็บรายได้ทรุด กระตุ้นเศรษฐกิจมีปัญหา

รัฐเก็บรายได้ทรุด กระตุ้นเศรษฐกิจมีปัญหา

09 มกราคม 2558

ผ่านงบประมาณปี 2558 มาได้เพียง3 เดือน แต่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะเก็บรายได้ไม่ได้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 2.32 ล้านล้านบาท และทำให้กระทรวงการคลังนั่งไม่ติด เพราะปีงบประมาณ 2557 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็เพิ่งจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าไปถึง 2 แสนล้านบาท

ผ่านงบประมาณปี 2558 มาได้เพียง3 เดือน แต่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะเก็บรายได้ไม่ได้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 2.32 ล้านล้านบาท และทำให้กระทรวงการคลังนั่งไม่ติด เพราะปีงบประมาณ 2557 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็เพิ่งจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าไปถึง 2 แสนล้านบาท

ที่ผ่านมาปัญหาการเก็บรายได้ในปีงบ 2557 มาจาก 3 กรมภาษี จัดเก็บรายได้พลาดเป้าถึง 2.6 แสนล้านบาท แต่มีการรีดรายได้จากรัฐวิสาหกิจและหน่วยอื่นมาจนเกินเป้า 4-5 หมื่นล้านบาท ทำให้รายได้รวมต่ำกว่าเป้า 2 แสนล้านบาท โดยกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 1.6 แสนล้านบาท จากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ด้านกรมสรรพสามิตก็ต่ำกว่าเป้า 8 หมื่นล้านบาท จากพิษของโครงการรถคันแรก และกรมศุลกากรก็ต่ำกว่าเป้า 2.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าชะลอตัวรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2558 กระทรวงการคลังรู้ปัญหาตั้งแต่เข้าเดือนที่สองของปีงบประมาณ หรือเดือน พ.ย. 2557 เนื่องจากการเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี พร้อมใจเก็บได้ต่ำกว่าเป้าทุกกรมอีกครั้ง หลังจากเดือนแรกหรือเดือน ต.ค. 2557 ทำท่าจะดีขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวทำให้กระทรวงการคลังประเมินว่า การเก็บรายได้ของรัฐบาลจะมีปัญหาต่ำกว่าเป้าเป็นปีที่สองติดต่อกัน

จากการประเมินเบื้องต้น กรมสรรพากรจะเก็บภาษีทั้งปีต่ำกว่าเป้าไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท จากปัญหาเดิมๆ คือ การลดภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดาทำให้การเก็บภาษีในส่วนนี้ต่ำกว่าเป้า รวมถึงเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ผลประกอบการของนิติบุคคลแย่ กำไรลด ทำให้เสียภาษีได้น้อยลงไปด้วย

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังมีปัญหาตั้งเป้าไว้สูงเกินจริง คือให้ขยายตัวจากปีงบประมาณที่ผ่านมาถึง 14% จากปกติขยายตัว 7% เท่านั้น ผสมโรงกับการเก็บรายได้อยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2557 ที่ขยายตัวได้ 4% ต่อปี แต่ตอนนี้คาดว่าจะโตไม่ถึง 1% ต่อปี และเศรษฐกิจปี 2558 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4% ต่อปี ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ถึงเป้าหรือไม่ ทำให้ไม่มีทางที่กรมสรรพากรจะเก็บภาษีได้ตามเป้า 1.96 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยใหม่ คือราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันของกรมสรรพากรหายไปก้อนโต คลังจึงประเมินได้ไม่ยากว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรจะออกมาแย่กว่าที่คาดไว้ แม้ว่าเพิ่งเริ่มต้นปีงบประมาณเท่านั้น

ด้านกรมสรรพสามิต หากไม่รวมรายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น ก็น่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้า เพราะภาษีรถยนต์ยังไม่ฟื้นตัว แต่ภาษีน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะได้เพิ่มขึ้นมา 4 หมื่นล้านบาท ก็ทำได้เพียงช่วยให้กรมสรรพสามิตประคองตัวเก็บภาษีได้ตามเป้าเท่านั้น ยังไม่สามารถชดเชยยอดที่หายไปจากการเก็บภาษีของกรมสรรพากร

ขณะที่กรมศุลกากรที่แค่จัดเก็บได้ตามเป้า ไม่ฉุดรายได้ภาพรวมของกรมก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงแล้ว เพราะแค่นี้อธิบดีกรมศุลกากรก็ต้องนั่งจี้ติดการเก็บภาษีเป็นรายด่านศุลกากร เพราะหากหัวไม่เข้ม หางก็หย่อน ภาษีก็รั่วไหล สะเทือนการเก็บรายได้ของประเทศและการทำงานของรัฐบาล

สำหรับการส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น แม้ว่าจะเกินเป้าได้เพราะคลังขอเพิ่ม แต่ก็ไม่มากพอที่จะชดเชยการเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่หายไปเป็นแสนล้านบาทเช่นเดียวกัน

การจัดเก็บรายได้รัฐบาลที่ต่ำกว่าเป้า กลายเป็นปัญหาการบริหารเศรษฐกิจตามมา อันดับแรกสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะส่งสัญญาณถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศที่ไม่มั่นคง วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง จึงออกมาเบรก กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ออกมาระบุว่า จะทบทวนการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2558 ใหม่ เพราะเก็บได้ต่ำกว่าเป็นจริง เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้บั่นทอนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้น

การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้ายังสะเทือนต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบที่อาจมีปัญหาเงินไม่พอใช้ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหา เพราะคงเบิกจ่ายงบไม่ครบทั้งหมดที่ตั้งไว้ การเก็บรายได้ขาดไปบ้างก็ไม่มีกระทบเบิกจ่าย

แต่การแก้ต่างดังกล่าวกลับไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงชะลอตัว และต้องเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนเครื่องยนต์อื่นที่ยังทำงานไม่เต็มที่ ทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน

ดังนั้น หากรายได้รัฐบาลเก็บไม่ถึงเป้าและการเบิกจ่ายไม่ถึงฝั่ง ก็เท่ากับเศรษฐกิจเจอปัญหาสองเด้ง เศรษฐกิจไทยก็จะเร่งไม่ขึ้นเหมือนปี 2557 ที่ผ่านมา และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2558 อาจจะต้องมีชะตากรรมเดียวกับปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ทำให้ต้องกู้งบประมาณเพื่อมาชดเชยขาดดุลมากขึ้น ก่อนหน้านี้ กฤษฎา อุทยานิน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ออกมาระบุว่า รายได้ที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจะทำให้รัฐไม่จำเป็นต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเต็มเพดานที่กำหนดไว้ 2.5 แสนล้านบาท แต่เมื่อมีปัญหาขึ้น คลังก็ไม่สามารถลดหนี้ได้ตามแผนที่วางไว้

การเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2558 ต่ำกว่าเป้า ยังทำให้ปีงบประมาณ 2559 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่สามารถตั้งเป้ารายได้ให้สูง และเป็นข้อจำกัดในการทำงบรายจ่าย ทั้งที่ประเทศมีรายจ่ายรออยู่มหาศาล ทั้งงบประจำ งบลงทุน และงบใช้หนี้ และยังทำให้การทำงบสมดุลล่าช้ากว่าที่วางไว้ในปี 2560

การเก็บรายได้ของรัฐบาลจึงมีความสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะกู้เงินเพิ่มมาทำงบกลางปีได้ แต่ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเร่งตัวสูงขึ้น จากปัจจุบัน 46% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 50% ของจีดีพี ซึ่งเมื่อเทียบกับความสามารถในการหารายได้ของประเทศที่ตอนนี้อยู่ที่ 18-20% ของจีดีพี จะทำให้ไทยมีปัญหาชำระหนี้ได้

ภาวะเช่นนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่า กระทรวงการคลังที่เป็นหัวเรือเศรษฐกิจ เป็นกระเป๋าเงินของประเทศ ถึงกับนั่งไม่ติดเมื่อการเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหาต่ำกว่าเป้าเรื้อรัง เพราะจะทำให้ประเทศไม่มีกระสุน ไม่มีน้ำมัน มากระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะชะลอตัวได้

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม