posttoday
เรื่องหมูๆ ที่เป็นปัญหา

เรื่องหมูๆ ที่เป็นปัญหา

07 มกราคม 2558

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่าน ขอเปิดปีแพะด้วยเรื่องหมูๆ ที่มาจากความพิศวงในบทความ “เมืองจีนอาณาจักรแห่งสุกร” ในนิตยสาร The Economist ซึ่งทำให้ไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่ม

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่าน ขอเปิดปีแพะด้วยเรื่องหมูๆ ที่มาจากความพิศวงในบทความ “เมืองจีนอาณาจักรแห่งสุกร” ในนิตยสาร The Economist ซึ่งทำให้ไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่ม

หมูหรือสุกรมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวจีนมาช้านาน เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองและความสมบูรณ์ ถูกใช้ในพิธีกรรม และเป็นอาหารสำคัญในโอกาสพิเศษ แต่ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การเลี้ยงสุกรและการบริโภคหมูในประเทศจีนได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และกำลังเปลี่ยนโลกใบนี้ด้วย

ดั้งเดิมสุกรทำหน้าที่ Recycle ในครัวเรือน กินของเหลือทิ้ง สิ่งที่ถ่ายออกมาก็ไปทำปุ๋ย เนื้อใช้รับประทานเมื่อถึงโอกาสพิเศษ ซึ่งสำหรับคนยากคนจนจะมีน้อยมากๆ แต่การ “แปรรูป” เกษตรกรรมภายใต้การนำของประธานาธิบดี เติ้งเสี่ยวผิง ได้ทำให้ทุกวันนี้เนื้อหมูเป็นอาหารที่คนจีนทั่วไปสามารถรับประทานเป็นประจำ

การ “แปรรูป” เกิดขึ้นเพราะจีนยังไม่ก้าวพ้นความยากจนเทียบกับเศรษฐกิจเสรีในเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ทั้งผลผลิตการเกษตรก็เริ่มขาดแคลน จึงต้องเปลี่ยนระบบเพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่เคยเกิดทุพภิกขภัยคนตายหลายสิบล้านในช่วงปรับเข้าสู่ระบบคอมมูน

ปัจจุบันคนจีนบริโภคเนื้อหมูประมาณ 39 กก.ต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้น 5 เท่าจากปี 2522 และยังโตไม่หยุด นับเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่ง และความสำเร็จในการบริหารประเทศอย่างหนึ่ง

พรรคคอมมิวนิสต์ให้ความสำคัญมากต่อการ “เข้าถึง” เนื้อหมูของประชาชน และจากบทเรียนปี 2550 ที่เกิดโรคระบาดสุกรตาย 45 ล้านตัว ทำให้หมูแพงดันค่าครองชีพกระฉูด รัฐบาลจึงเริ่มจัดตั้ง “สต๊อกหมู” เพื่อแทรกแซงตลาดไม่ให้ราคาสูงจนผู้บริโภคเดือดร้อน หรือต่ำจนเจ้าของฟาร์มไม่มีกำไร สต๊อกมีทั้งเนื้อหมูแช่แข็งและสุกรเป็นๆ ด้วย

รัฐส่งเสริมการเลี้ยงสุกรในฟาร์มขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ รวมเป็นเงินถึง 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2555 เฉลี่ย 47 เหรียญสหรัฐต่อสุกร ปัจจุบันราว 80% ของสุกรมาจากฟาร์มใหญ่ บางแห่งมีกำลังผลิตถึง 1 แสนตัว/ปี

ถึงแม้รัฐบาลจีนจะส่งเสริมการเลี้ยงสุกรให้พอสำหรับบริโภค แต่ความพอเพียงไม่ครบวงจร เพราะเนื้อหมูทุก 1 กก. มาจากการเลี้ยงสุกรด้วยอาหาร 6 กก. ซึ่งส่วนใหญ่ทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวโพด เนื่องจากประเทศจีนที่แลดูกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมีน้ำและพื้นที่เพาะปลูกไม่เพียงพอ จากที่สุกรเคยกิน “ของเหลือ” ในบ้านปัจจุบันกลับต้องมีการนำเข้า “ของนอก” มาเลี้ยงสุกรในปริมาณมหาศาล

มีผู้คาดการณ์ว่าในไม่ช้ากว่าครึ่งของการผลิตอาหารสัตว์ในโลกจะมาเลี้ยงสุกรในประเทศจีน แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในประเทศที่สนองความต้องการของจีน? ที่ผ่านมาป่าลุ่มน้ำอะเมซอนประเทศบราซิลได้ถูกทำลายถึง 156 ล้านไร่เพื่อปลูกถั่วเหลือง ในอาร์เจนตินามีทั้งรุกป่าและการใช้ยาฆ่าวัชพืชที่มีผลต่อมนุษย์

อนึ่ง ได้มีโครงการต่อต้านการทำลายป่าเพื่อปลูกถั่วเหลืองตั้งแต่ปี 2549 (Roundtable for Responsible Soy) ซึ่งนิตยสาร Economist บอกว่าจีนไม่เข้าร่วม แต่จากเว็บไซต์ขององค์กรปรากฏว่าจีนเป็นสมาชิกและเคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมด้วย

เพื่อลดผลกระทบของราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลก จีนได้เข้าไปซื้อที่ดินในต่างประเทศเพื่อปลูกถั่วเหลืองหรือเลี้ยงสุกรแล้วส่งมาขายในประเทศ องค์การ IISD ของแคนาดาประมาณว่าจีนได้ซื้อที่ดินในประเทศกำลังพัฒนาไปแล้ว 31 ล้านไร่ และการซื้อบริษัท Smithfield Foods ทำให้ได้ที่ดินอีกมากในสหรัฐด้วย

นอกจากหาอาหารแล้วผู้ผลิตสุกรยังกังวลเรื่องการป้องกันโรค ทำให้มีการเจือยาปฏิชีวนะเข้าไปในอาหารหมู มีโอกาสทำให้เกิดการพัฒนาเชื้อโรคที่ดื้อยาหรือ “Superbugs” ซึ่งสามารถขยายตัวสู่ห่วงโซ่อาหารอื่นๆ และการกระจายสู่สิ่งแวดล้อมผ่านมูลสุกร ซึ่งสุกร 1 ตัวจะขับถ่าย 5 กก./วัน

มูลสุกรเคยเป็นปุ๋ยที่มีค่า แต่ปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาดินเสียและน้ำเสียขั้นรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคระบาดที่หมูตายเป็นจำนวนมาก มีงานวิจัยระบุว่าผลเสียหายได้ลามไปถึงทะเลจีนตอนใต้แล้ว

มูลสุกรยังปล่อยก๊าซมีเทนออกมามาก ทำให้จีนเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากมูลสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

น่าภูมิใจว่าในประเทศไทยไม่มีปัญหานี้ เพราะมูลสุกรส่วนใหญ่เข้าระบบบำบัดเปลี่ยนมลพิษเป็นก๊าซชีวภาพ ฟาร์มใหญ่สามารถใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ฟาร์มเล็กก็นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม

จากข้อมูลของ Yale Environment 360 รัฐบาลจีนก็พยายามส่งเสริมก๊าซชีวภาพ...แต่ตามไม่ทันปัญหา มีการสนับสนุนให้ลงทุนในระบบ แต่คงจะไม่กว้างขวางพอ มีกฎหมายบังคับแต่คงจะน้อยเกินไป เฉพาะฟาร์มใหญ่ที่ผลิตมากกว่า 10,000 สุกรที่ต้องติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพ ดังนั้นอาจมีเพียง 10% ที่มีการบำบัด หรือแค่ 3% ตามที่นักวิชาการจีนบอกสำหรับฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ แนวโน้มปัญหานี้จึงดูไม่ดีขึ้น

หากรัฐใดไม่กำกับดูแลและใส่ใจให้รอบด้าน เรื่องหมูๆ ที่ทำให้ประชาชนมีความสุข ความมั่งคั่ง อาจสร้างปัญหาให้คนในประเทศได้ และอาจเป็นปัญหาระบบนิเวศสำหรับประชากรทั้งโลกอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย