
เงินเฟ้อต่ำสวนทางค่าครองชีพ รัฐล้มเหลวดูแลราคาสินค้า
หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราเงินเฟ้อของประเทศในปี 2557 สูงขึ้นเพียง 1.89% ต่ำกว่ากรอบที่ตั้งไว้ 2-2.8% และยังเป็นการลดลงต่อเนื่องจากระดับ 2.18% เมื่อปี 2556 เกิดเป็นคำถามว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่
หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราเงินเฟ้อของประเทศในปี 2557 สูงขึ้นเพียง 1.89% ต่ำกว่ากรอบที่ตั้งไว้ 2-2.8% และยังเป็นการลดลงต่อเนื่องจากระดับ 2.18% เมื่อปี 2556 เกิดเป็นคำถามว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ยังถูกคาดการณ์ว่าจะต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนดันเงินเฟ้อที่สำคัญได้อ่อนตัวลงอย่างรวดเร็วจนล่าสุดหลุดกรอบ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลงมา
อัตราเงินเฟ้อที่ลดต่ำลงสะท้อนภาพภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งสถานการณ์ของไทยก็เป็นเช่นนั้นจริง โดยผู้เชี่ยวชาญแต่ละสำนักได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 สอดคล้องในทิศทางเดียวกันว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คงจะไม่ถึง 1%
แต่หากพิจารณาจากเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ผันผวนตามฤดูกาลและปัจจัยภายนอก เงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปี 2557 สูงขึ้น 1.59% จาก 1% ในปี 2556 เป็นเพียงภาวะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ จากต้นทุนน้ำมันที่ราคาที่ดิ่งลงแรง ไม่ได้เกิดจากการที่คนลดการบริโภค เพราะการบริโภคนั้นลดลงต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี มองสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำไว้ 2 ด้าน คือ อาจเป็นโอกาส หรือกลายเป็นวิกฤตสำหรับเศรษฐกิจโลก ขึ้นอยู่กับน้ำหนักด้านใดจะส่งผลออกมามากกว่ากัน
น้ำหนักด้านดี โลกอาจจะได้อานิสงส์จากต้นทุนราคาพลังงานที่ลดลง การบริโภคหมุนเวียนขึ้น ส่วนด้านเสีย ประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันเผชิญเศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งต้องมองไปถึงผลกระทบต่อราคาโภคภัณฑ์
ประเทศผู้ค้าน้ำมันหลายประเทศเป็นคู่ค้าการส่งออกของไทย ขณะที่สินค้าเกษตรเป็นสินค้าส่งออกหลักไทย ดังนั้นหากดูผลกระทบจากน้ำมันราคาตกต่ำที่ชัดที่สุดสำหรับไทย คงต้องติดตามการส่งออกในปี 2558 นี้อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม การที่น้ำมันราคาลดลงจะมองผลเพียงทำให้ไทยมีมูลค่านำเข้าน้ำมันลดลง อาจจะสั้นไป เพราะอย่าลืมว่า การที่ราคาน้ำมันถูกก็เป็นเหมือนแรงจูงใจกระตุ้นการใช้น้ำมันสูงขึ้น จากจิตวิทยาของคนที่รู้สึกว่าราคาน้ำมันถูก จึงใช้ไม่บันยะบันยัง ดังนั้นอาจเป็นที่มาว่าปริมาณนำเข้าจะสูงขึ้นอีก และเสี่ยงกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้
ความผิดปกติอีกด้านหนึ่งที่พบครั้งนี้ คือ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี กลับสวนทางกับความรู้สึกของผู้บริโภคที่ยังเห็นว่าค่าครองชีพไม่ได้ลดลงตาม หนำซ้ำยังจะสูงขึ้นไปอีกด้วย หลายคำถามกระหน่ำอยู่ในสมองผู้บริโภค และยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจว่า น้ำมันที่ถูกอ้างว่าเป็นต้นทุนครอบจักรวาล ราคาลดลงฮวบฮาบกว่า 40% ไฉนไม่ทำให้ค่าครองชีพของผู้บริโภคที่ต้องรับภาระลดลงเลย
สินค้าหลายอย่าง เช่น ก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสารแท็กซี่ ค่าโดยสารรถสาธารณะ ค่าขนส่ง ข้าวแกง หรือแม้แต่ไข่ดาว ที่เคยขอปรับขึ้นราคามาก่อนหน้านี้ โดยอ้างเหตุจากราคาน้ำมันสูง แต่เมื่อราคาน้ำมันลงมาแล้ว ราคาสินค้าเหล่านี้ไม่ลดลงตาม ที่แย่ไปกว่านั้น คือ สินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันหลายรายการราคากลับปรับสูงขึ้น
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการดูแลราคาสินค้าของรัฐบาลอย่างชัดเจนผู้ประกอบการ ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า ผลักภาระต้นทุนมาสู่ผู้บริโภคเต็มๆ ผ่านราคาสินค้าเช่นนี้ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลหรือควบคุมให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนเลยหรือ
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค. ที่ต่ำเพียง 0.6% แต่หากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาพลังงานยังขยายตัวที่ 1.6% เป็นการสะท้อนภาพว่าแม้พลังงานลดลงแต่ค่าครองชีพยังสูงอยู่
“ภาวะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ผู้ผลิตสินค้าผลักภาระต้นทุนมายังผู้บริโภค ทำให้ยังเห็นราคาอาหาร ค่าขนส่ง และค่าแท็กซี่ ไม่ได้ปรับลดลงตามมากนัก ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มั่นใจว่าประเทศไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด” อมรเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจ เมื่อเงินเฟ้อต่ำ เผชิญกับแรงต้านของค่าครองชีพสูง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดภาวะชะงักงันชั่วคราวดังนั้นจะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ประเมินหรือไม่ว่า เงินเฟ้อต่ำอาจเป็นโอกาสที่เปิดช่องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สามารถปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง
ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงคาดการณ์ว่า กนง.น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ภายในช่วงครึ่งปีแรก และคงไว้ที่ระดับ 1.75% ไปจนถึงสิ้นปี 2558 เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว
อย่างไรก็ดี เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังไม่ชี้ชัดลงไปว่า ดอกเบี้ยจะลดลงตามคาดการณ์ เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาให้ครอบคลุม โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจช่วง 2-3 เดือนแรกของปีว่าฟื้นตัวอย่างชัดเจนหรือไม่
“ต้องติดตามเป็นพิเศษ คือ การลงทุนภาครัฐที่ ธปท.ให้น้ำหนักสูงที่สุดในการผลักดันเศรษฐกิจ หากเติบโตได้ดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลง ซึ่งดีต่อการรับมือความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลก” เชาว์ ระบุ
แม้จะมีเสียงเรียกร้องกึ่งกดดันจากผู้ส่งออกที่ต้องการให้ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง ในโอกาสที่เงินเฟ้อต่ำ หวังผลทางอ้อมทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่า ช่วยให้การส่งออกทอนมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น
แต่ถ้าพิจารณาสถานการณ์ตลาดเงินในประเทศตอนนี้จะพบว่าสภาพคล่องกำลังถูกดูดซับจากรัฐบาล ที่ล่าสุดกระทรวงการคลังออกพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษสุขกันเถอะเรา 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น พันธบัตรกระทรวงการคลัง 5 หมื่นล้านบาท และพันธบัตรธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 5 หมื่นล้านบาทเมื่อสภาพคล่องในระบบลดลง หากมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงจริง อาจจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังตลาดเงินให้ลดดอกเบี้ยตามได้ นั่นหมายความว่านโยบายการเงินที่หวังว่าจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวไม่สามารถแสดงมนต์ขลังได้มากพอ
ยิ่งอัตราเงินเฟ้อต่ำ เป็นจิตวิทยากระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น รายได้ประจำไม่เพียงพอ ก็จะนำเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินออกมาใช้เพิ่มอีก การลดดอกเบี้ยลงอาจจะเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางยิ่งขึ้น
ปี 2558 จึงเป็นอีกหนึ่งปีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็นกว่านี้ งานนี้การ “คง” ดอกเบี้ยคงจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนค่าครองชีพที่ยังสูงปรี๊ดเป็นตัวถ่วงการบริโภค รัฐบาลคงได้แต่ส่ายหน้า เพราะทำอะไรไม่ได้







