
ตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาล พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาล พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคง อยู่คู่กับชาติไทยตลอดมา
การสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชประเพณีมาแต่ครั้งโบราณกาล เป็นราชสักการะที่พระมหากษัตริย์ องค์เอกอัครศาสนูปถัมภกได้พระราชทานแด่พระมหาเถรานุเถระที่ทรงคุณงามความดี ได้บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์แก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นผู้สมควรยกย่อง สรรเสริญให้ดำรงตำแหน่งสมณฐานันดรตามสมควรแก่ฐานานุรูป เป็นการประกาศเกียรติคุณของพระมหาเถรานุเถระรูปนั้นๆ ให้ปรากฏแก่สาธุชนทั้งหลาย
สมเด็จพระพุฒาจารย์ รูปที่ 23
ในมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธ.ค. พ.ศ. 2557 สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ให้ “พระพรหมเวที (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9)” เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์”
ถือเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ รูปที่ 23 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จใหม่รูปนี้มีนามเดิมว่า สนิท นามสกุล วงษา ฉายา ชวนปญฺโญ เกิดวันที่ 17 พ.ย. 2485 บิดาชื่อแหนบ มารดาชื่อไสว ณ บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 6 ต.ดงน้อย อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา
บรรพชาวัดเกาะแก้วเวฬุวัน ต.ดงน้อย อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2498
อุปสมบท ณ อุโบสถวัดเกาะแก้วเวฬุวัน เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2506 โดยมีพระอดุลสารมุนี (จันทร์) วัดท่าเกวียน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นอุปัชฌาย์
ส่วนการเรียนปริยัติธรรมแผนกบาลี สอบได้ ป.ธ.9 เมื่อ พ.ศ. 2519 ในสำนักเรียนวัดไตรมิตรวิทยาราม
ตำแหน่งปกครอง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ พ.ศ. 2520 เป็นรองเจ้าคณะภาค 8 พ.ศ. 2522 เป็นเจ้าคณะเขตป้อมปราบ-ปทุมวัน พ.ศ. 2526 เป็นเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ พ.ศ. 2532 เป็นเจ้าคณะภาค 8 พ.ศ. 2537 เป็นประธาน ศ.ต.ภ. พ.ศ. 2544 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2545 เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก พ.ศ. 2556
สมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีวีราภรณ์ พ.ศ. 2520 และเลื่อนสมณศักดิ์สูงตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการสถาปนาเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระพรหมเวที พ.ศ. 2544 และล่าสุดได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ พ.ศ. 2557
ตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์ รูปที่ 1
พระมหาปกรณ์ กิตติธโร ป.ธ.9 (วัดชนะสงคราม) เรียบเรียงตำนานสมณศักดิ์ พระพุฒาจารย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ชื่อหนังสือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) ประมวลเรื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกล่าวว่าสมณศักดิ์นี้มีชื่อว่า พระพุทธาจารย์ สมเด็จพระพุทธาจารย์ ก็มี มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นพระราชาคณะหรือสมเด็จพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่อรัญวาสี บัญชาพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และยังมีหน้าที่พิเศษอยู่ประการหนึ่งคือ หากพระเจ้าแผ่นดินมีราชการเสด็จพระราชดำเนินออกนอกพระนคร ต้องมีหน้าที่ตามเสด็จทุกคราไป เสมือนหนึ่งปุโรหิตาจารย์ฝ่ายบ้านเมือง เป็นผู้คอยถวายคำแนะนำหรือข้ออรรถข้อธรรม
ในทำเนียบกรุงเก่า จัดตำแหน่งพระพุฒาจารย์นี้ไว้ชั้นที่ 2 จนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ แต่ถึงกระนั้นยังคงเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ แต่การสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะนั้น มิได้ถวายให้ทุกรูป แต่ถวายเฉพาะบางรูปที่ทรงเลื่อมใสเป็นกรณีพิเศษ เช่น ทรงตั้งพระพุฒาจารย์ (เป้า) เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์รูปแรก) ให้ไปครองวัดธรรมาวาส กรุงเก่า ก็ด้วยทรงเลื่อมใสและเป็นกรณีพิเศษ
ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลื่อมใสพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ เป็นพิเศษ จึงทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ พระราชทานหิรัญบัฏ ภายหลังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) มรณภาพลง จึงพระราชทานให้พระเทพกระวี (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ จากนั้นก็พระราชทานเป็นสมเด็จพระราชาคณะแทบทั้งนั้น เว้นรูปเดียวคือพระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรวรรดิราชาวาส เข้าใจว่าจะสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ในภายหลัง แต่ท่านมรณภาพเสียก่อน หลังจากที่ได้เป็นพระพุฒาจารย์เพียงปีเศษ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ คราวนี้พระราชทานเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ก็ด้วยเห็นว่าทรงเป็นพระราชวงศ์ ภายหลังพระราชทานให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ก็พระราชทานเป็นสุพรรณบัฏเช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 ทรงสถาปนาพระธรรมวโรดม (ฤทธิ์) วัดอรุณราชวราราม เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ คราวนี้พระราชทานเป็นสุพรรณบัฏเป็นกรณีพิเศษ ภายหลังพระราชทานให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เขียว) วัดราชาธิวาสวิหาร ก็เช่นกัน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนายกตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 4 ตำแหน่งขึ้น พระราชทานสุพรรณบัฏทุกตำแหน่งตั้งแต่นั้นมาจวบถึงปัจจุบันนี้
อนึ่ง ราชทินนามว่า พระพุทธาจารย์ หรือพระพุฒาจารย์ สมเด็จพระพุทธาจารย์ หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ นี้ ในหนังสือเก่าเขียนสับกันระหว่างสองคำนี้ ในบัญชีจดหมายเหตุก็ดี หมายรับสั่งก็ดี พระราชพงศาวดารก็ดี ก็ยังใช้สับกันไปมา แต่อาจใช้คำว่า สมเด็จพระพุทธาจารย์ เป็นพื้น ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงแปลงเสียใหม่ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า นามพ้องด้วยพระพุทธเจ้านั้นเอง
ในบทความนี้จะใช้คำว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ ทุกแห่งไป
รูปที่ 1 พระพุฒาจารย์ วัดอมรินทราราม
เป็นพระเถระวัดอมรินทราราม หรือวัดบางหว้าน้อย ธนบุรี รัชกาลที่ 1 ทรงเลื่อมใสศรัทธาว่าซื่อมั่นคงต่อพระศาสนา จึงสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งพระพุฒาจารย์ ครองวัดอมรินทราราม แต่อยู่เพียงปีเดียวก็มรณภาพ
ที่ว่าซื่อนั้น ก็เพราะสมเด็จองค์นี้ไม่ยอมถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงถูกถอดและให้สึก และถูกลงทัณฑ์เช่นเดียวกับสมเด็จพระสังฆราช (สี) วัดบางหว้าใหญ่
รูปที่ 2 พระพุฒาจารย์ (อยู่ เปรียญ) วัดระฆังโฆสิตาราม
อยู่เป็นนามเดิม วัดระฆังโฆสิตาราม (วัดบางหว้าใหญ่) เป็นศิษย์สมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นเปรียญและพระราชาคณะที่พระพรหมมุนีแต่ครั้งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเป็นราชธานี ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงโปรดให้เลื่อนเป็นพระพุฒาจารย์สืบต่อ พระพุฒาจารย์ วัดอมรินทราราม ที่มรณภาพในปี พ.ศ. 2325
แต่ต่อมาพระพุฒาจารย์ (อยู่) ถูกถอดเพราะไปสมคบกับพระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) วัดหงส์ ให้พระญาณวิริยะถวายพระพรโต้แย้งกับสมเด็จพระสังฆราช เรื่องเขตอุปจารวัดนาค จึงมีพระบรมราชโองการทรงวางกฎไว้ว่า ห้ามมิให้พระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งถวายพระพรข้ามหน้าสมเด็จพระสังฆราช
รูปที่ 3 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เป้า เปรียญเอก) วัดอินทาราม
นามเดิมว่า เป้า เปรียญเอกวัดอินทาราม (บางยี่เรือใต้) ธนบุรี เป็นเปรียญมาแต่ครั้งกรุงเก่า ภายหลังจากกรุงแตกแล้วสันนิษฐานว่าได้เดินทางไปกับกองทัพพม่า จากนั้นจึงหลบหนีเข้ามากับพวกชาวมอญที่พากันอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร รัชกาลที่ 1 จึงทรงตั้งพระมหาเป้าเป็นพระราชาคณะที่พระพุฒาจารย์ พร้อมกับให้ครองวัดบางยี่เรือใต้ มีนามว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์
ต่อมาในรัชกาลที่ 2 ทรงโปรดให้ไปครองวัดธรรมาวาส กรุงเก่า หรือวัดธรรมาราม ในปัจจุบัน เพราะวัดธรรมาวาสชำรุดทรุดโทรมและจัดว่าเป็นวัดสำคัญ ด้วยเป็นวัดที่สถิตของพระอุบาลีในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรุงศรีอยุธยา ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ส่งพระอุบาลีเป็นสมณทูตกับคณะสงฆ์ไปประดิษฐานพระศาสนาในประเทศศรีลังกา
รูปที่ 4 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน ป.ธ.3) วัดสระเกศ
นามเดิมว่าสนหรือสนธิ์ อยู่วัดสระเกศ เป็นเปรียญในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เป็นพระราชาคณะที่พระญาณวิริยะ ในรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระพรหมมุนี ครั้นถึง พ.ศ. 2386 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเป็นพระพุฒาจารย์ ในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสมาก จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์เมื่อ พ.ศ. 2394 และเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ รูปที่ 3
(ยังมีต่อ)







