
ทบทวนที่มานายกฯ สกัดแรงต้านระยะยาว
นับตั้งแต่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติสรุปเป็นหลักการเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้อง สส.ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ากลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปในทางท้วงติงเสียมากกว่า
นับตั้งแต่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติสรุปเป็นหลักการเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้อง สส.ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ากลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปในทางท้วงติงเสียมากกว่า
โดยคำท้วงติงที่มีน้ำหนักมากที่สุดคงต้องยกให้กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ที่สรุปแบบตรงไปตรงมาว่า “เป็นเรื่องอันตราย”
ไม่เพียงเท่านี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่สนับสนุนแนวทางการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง หรือสมาชิก สปช.ในส่วนอื่นๆ พอเห็นพิมพ์เขียวของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องนี้ก็ต่างออกมาส่ายหัวไม่เห็นด้วยพอสมควร เพราะมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง
เหนืออื่นใด ภายใต้การแสดงความคิดเห็นที่คัดค้านการให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น สส.นั้นแฝงไว้ด้วยคำถามว่า “เปิดช่องทางการสืบทอดอำนาจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือไม่”
คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำโดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะ กมธ.พยายามสื่อสารกับสังคมเพื่อให้เข้าใจว่าการมีนายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย โดยเฉพาะการช่วยให้คนนอกที่แต่ละฝ่ายให้การยอมรับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงวิกฤตของประเทศได้ เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละฝ่ายนำเรื่องการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มาเป็นประเด็นได้อีก
ตามมาด้วยการยืนยันที่ใช้เหตุผลในทางนิติศาสตร์และการเมืองว่าไม่มีทางที่วาระซ่อนเร้นเรื่องการสืบทอดอำนาจจะเป็นไปได้ เพราะคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรต้องลงมติเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแบบเปิดเผย และถึงอย่างไรเสียในความเป็นจริง พรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาก็ต้องเอาคนของตัวเองที่เป็น สส.ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ดี
แต่คำชี้แจงดังกล่าวของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ดูเหมือนจะเคลียร์ กลับไม่อาจบรรเทาเสียงวิจารณ์ได้
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่มีต่อคณะรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่ชวนให้เกิดการตีความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะอยู่ยาวแม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
“ผมได้พูดกับนายกฯ ลุงตู่เป็นการส่วนตัวว่า เราออกมาแล้วคงจะถอยไม่ได้ จะต้องเดินหน้าไปอย่างองอาจและกล้าหาญ เดินหน้าไปอย่างสุภาพบุรุษ” ส่วนหนึ่งจากคำพูดของ พล.อ.เปรม
จากคำพูดดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการตีความไปต่างๆ นานา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเปลี่ยนใจขออยู่ยาวผ่านปรากฏการณ์ที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาหลังการเลือกตั้งยอมมอบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ ด้วยเหตุผลเรื่องการสานงานปฏิรูปประเทศให้มีความต่อเนื่อง
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันหลายครั้งว่าไม่ขอลงเล่นการเมืองอีก แต่ตราบใดที่ความชัดเจนในเรื่องที่มานายกรัฐมนตรียังไม่ออกมา แน่นอนว่าจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านรุนแรงต่อไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายกรัฐมนตรีเอง หรืออาจรวมไปถึงการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าพร้อมทบทวนกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีใหม่ ด้วยการกำหนดให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็ต่อเมื่อประเทศเกิดวิกฤตเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น การถอยของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในมุมหนึ่งย่อมมองได้ว่าถอยแค่ครึ่งก้าว และไม่มีทางที่จะกลับไปสู่รูปแบบให้ สส.เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียงฝ่ายเดียว
เพราะนั่นอาจเป็นหนึ่งในหนทางที่ทำให้การรัฐประหารไม่เสียของ







