
หวั่นแอร์เอเชียจมก้นทะเลพบคราบน้ำมัน-ชิ้นส่วน
อินโดนีเซียหวั่น บินแอร์เอเชีย จมก้นทะเล ทีมค้นหาเจอคราบน้ำมันใกล้จุดหาย เจอชิ้นส่วนต้องสงสัยห่างไปกว่า 1,000 กิโลเมตร
อินโดนีเซียหวั่น บินแอร์เอเชีย จมก้นทะเล ทีมค้นหาเจอคราบน้ำมันใกล้จุดหาย เจอชิ้นส่วนต้องสงสัยห่างไปกว่า 1,000 กิโลเมตร
ทีมค้นหาเที่ยวบิน คิวแซด 8501 ของสายการบิน อินโดนีเซีย แอร์เอเชีย ที่สูญหายไปตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้พบร่องรอยคราบน้ำมันลอยอยู่ในทะเลชวา ขณะที่ทางด้านเครื่องบินค้นหา ของออสเตรเลียก็พบวัตถุต้องสงสัยเช่นกัน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งคราบน้ำมัน และชิ้นส่วนต้องสงสัยนั้นเกี่ยวข้องกับเที่ยวบิน 8501 หรือไม่
พล.ร.ต.ฮาดี ตจานานโต โฆษกกองทัพอากาศอินโดนีเซีย เปิดเผยกับเมโทรทีวี ของอินโดนีเซียว่า เครื่องเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพได้สังเกตเห็นคราบน้ำมัน 2 จุด ในทะเลชวาตะวันออกใกล้กับเกาะเบลิตุง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นน้ำมันที่รั่วออกจากตัวเครื่องบิน ซึ่งทางกองทัพอากาศจะเร่งเก็บตัวอย่างน้ำมันขึ้นมาตรวจสอบว่าเป็นน้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องบินหรือไม่
ขณะเดียวกัน ทางด้าน พล.ร.ต.ดวี ปูตรันโต กล่าวว่า เครื่องบินค้นหา "พี 3 โอไรออน" ของออสเตรเลีย ได้สังเกตพบวัตถุต้องสงสัยลอยอยู่ใกล้กับเกาะยังกา ห่างจากจังหวัดกาลิมันตันตอนกลางไปราว 160 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม จุดดังกล่าวอยู่ห่างจากจุด ที่เครื่องบินขาดการติดต่อไปถึง 1,120 กิโลเมตร ทำให้ในขณะนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นของเที่ยวบิน 8501
"อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ชิ้นส่วนเหล่านั้นเป็นของเครื่องบินแอร์เอเชียที่หายไป เรากำลังเดินหน้าตามหาในทิศทางดังกล่าวอยู่ แต่ทว่าสภาพอากาศก็เต็มไปด้วยเมฆ" ปูตรันโต กล่าว
ทั้งนี้ ทีมกู้ภัยอันประกอบด้วยเรือจากสี่ประเทศ เดินหน้าภารกิจค้นหาเครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200 ของสายการบินอินโดนีเซีย แอร์เอเชีย เที่ยวบิน คิวแซ8501 ในทะลชวา หลังจากเครื่องบินลำดังกล่าวขาดการติดต่อไปมากกว่า 1 วัน และยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง 162 ชีวิต ขณะที่ทีมค้นหาของอินโดนีเซียเชื่อว่า เครื่องบินน่าจะตกและจมสู่ใต้ท้องทะเลแล้ว
"จากการคาดการณ์ในเบื้องต้น เราเชื่อว่าเครื่องบินได้จมลงสู่ก้นทะเล" บัมบัง สุลิสตโย หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยอินโดนีเซีย กล่าวพร้อมเสริมว่า ไม่พบหรือจับสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ อย่างไรก็ดี ทางการอินโดนีเซียไม่ได้ระบุโดยละเอียดถึงที่มาของ ข้อสรุปดังกล่าว
ทีมค้นหาและกู้ภัยประกอบไปด้วยเรือ 12 ลำ เรือยางอีกหลายสิบลำ และเรือรบอีก 6 ลำซึ่งรวมถึงเครื่องบินจากกองทัพอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ที่เข้าร่วมภารกิจค้นหาในบริเวณดังกล่าวซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.1 หมื่นไมล์ทะเล
ขณะเดียวกัน ทางด้าน ดโจโก มูเรีย โมโจ ผู้อำนวยการสำนักงานการเดินทางทางอากาศอินโดนีเซีย กล่าวว่า ศูนย์ควบคุมการบินของอินโดนีเซียได้อนุมัติคำขอของกัปตันบินเที่ยวบินดังกล่าวที่ขอเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อหลบสภาพอากาศเลวร้าย โดยได้อนุมัติการเปลี่ยนเส้นทางบินไปทางซ้าย แต่ไม่อนุมัติคำขอที่กัปตันขอเพิ่มเพดานบินไปที่ 3.8 หมื่นฟุต จากระดับบินอยู่ที่ 3.2 หมื่นฟุต เนื่องจากในขณะนั้นมีเครื่องบินอีกลำบินอยู่ ในเส้นทางบินเดียวกัน
ดโจโก คาดว่าเจ้าหน้าที่น่าจะสามารถสรุปบทสนทนาระหว่างหอบังคับการบินและนักบินแอร์เอเชียได้ภายในวันนี้ ขณะที่ทางด้าน ปรามินโต ฮาดี หัวหน้าการท่าอากาศยานสุราบายา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบประวัติผู้โดยสาร ตรวจสอบสัมภาระแล้ว แต่ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด
รายงานระบุว่า เครื่องบินแบบ แอร์บัส เอ 320-200 นั้นเป็นรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบ "เอคาร์ส" ซึ่งเป็นระบบที่จะส่งข้อมูลการทำงานของเครื่องยนต์ ไปยังผู้ผลิตอัตโนมัติ ซึ่งการทำงานแบบส่งข้อมูลเป็น ระยะๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะสามารถช่วยระบุเวลาที่ เครื่องได้บินต่อไปหลังขาดการติดต่อได้
ทั้งนี้ แอร์เอเชียนับเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และยังไม่เคยมีประวัติเครื่องบินตกมาก่อน หลังจากให้บริการมาได้ราว 10 ปี ขณะที่เครื่องบินแอร์บัสรุ่น เอ 320 และรุ่นใกล้เคียงอย่าง เอ 318 เอ 318 และเอ 321 เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุต่ำที่สุดในการบินยุคใหม่ โดยมีอัตราการตกเพียง 1 ครั้งจากการบิน 7 ล้านครั้งเท่านั้น







