
ไทยกระอัก พิษเศรษฐกิจโลกกลับหัว
วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ของประเทศสหรัฐ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงปี 2550 และ 2551 สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจ รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่มีขนาดเล็กและยังต้องพึ่งตลาดต่างประเทศอยู่มาก
วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ของประเทศสหรัฐ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงปี 2550 และ 2551 สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจ รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่มีขนาดเล็กและยังต้องพึ่งตลาดต่างประเทศอยู่มาก
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีเกิดภาวะชะงักงัน โดยเฉพาะปี 2551 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.6% จากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 4.8% โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปี 2551 ติดลบ 4.3% จากพิษของวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มออกฤทธิ์
ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐยังลามมาถึงปี 2552 จนเศรษฐกิจติดลบต่อเนื่อง 2.3% โดยเฉพาะการส่งออกที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทยเกิดอาการโคม่า ฉุดให้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะย่ำแย่
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีโชคอยู่บ้างที่เศรษฐกิจโลกในช่วงดังกล่าวมีประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นจีนที่ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นไและยุโรปก็ไม่ได้ย่ำแย่เหมือนในปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว โดยปี 2553 ขยายตัวได้ถึง 7.8% ต่อปี
แต่ทว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยติดหล่มอยู่หลายปี อยู่ในภาวะขยายตัวได้ต่ำ และมีความผันผวนค่อนข้างมาก จากที่ขยายตัวได้ดีก็กลับมาขยายตัวได้เพียง 0.1% ต่อปี ในปี 2559 แม้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งจะมาจากผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ แต่ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจโลก
ในปี 2555 เศรษฐกิจไทยเริ่มขยายตัวดีขึ้น 6.4% เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวชัดเจน แต่เศรษฐกิจโลกก็มีปัญหาในจุดใหม่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป ทำให้ปี 2556 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.9% แม้ว่าปัจจัยทางการเมืองจะมีส่วนซ้ำเติม ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ แต่ปัจจัยหลักก็ยังมาจากเศรษฐกิจโลก เพราะการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์ใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจถึง 60-70% ของจีดีพี เมื่อได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดตาม
มาถึงเศรษฐกิจไทยปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางการเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีแรกชะงักงัน แต่หากดูการส่งออกที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวติดลบ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอย่างมาก
และแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการฟื้นตัวชัดเจน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจโลกของประเทศยักษ์ใหญ่ที่เคยขยายตัวได้ดีทั้งจีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ยุโรป กลับมาพร้อมใจกันขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ไทยได้รับผลกระทบของเศรษฐกิจโลกไม่น้อยกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฉุดให้ปีนี้พบกับภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าประมาณการมาก
แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการมากระตุ้นกันยกใหญ่ ก็ดันให้เศรษฐกิจฟื้นได้ยาก
ภาวะของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะหัวกลับ คือ สหรัฐ ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่กลับมาฟื้นตัว ขยายตัวได้ดี จากที่เคยซบเซา ขณะที่พี่เบิ้มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียอย่างจีน กลับขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงต่อเนื่อง รวมทั้งเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กลับมาทรุดอีกรอบ ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ควรเป็น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ได้ตามเป้าหมาย
ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจการเมือง เห็นว่า แม้ปัญหาเศรษฐกิจที่กลับหัวจากสหรัฐ มาเป็นจีนและญี่ปุ่น ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเปรียบเทียบกันแล้วปัญหาโลกที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ จะส่งผลกระทบน้อยกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา
สาเหตุสำคัญ คือ หากเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกมากกว่าเศรษฐกิจจีนหรือญี่ปุ่น นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจจีนเป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากที่เคยขยายตัวได้สูง ส่วนปัญหาของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกิดจากการขึ้นภาษีการค้า ทำให้เศรษฐกิจเกิดชะงักงันจากการขยายตัวเป็นบวกกลายเป็นติดลบ แต่ภาวะดังกล่าวแก้ไขได้ง่ายกว่าวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐที่เกิดขึ้นในปี 2550-2551
อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงน้อยกว่า แต่ด้วยที่ประเทศไทยมีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแอ ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกจึงสร้างปัญหาให้กับไทยมากอย่างที่เห็นในปีนี้ และคาดว่าจะยังส่งผลกระทบไปถึงปีหน้า ทำให้การขยายตัวที่ตั้งไว้ 3.5-4.5% ต่อปี อาจไปไม่ถึงเป้าหมายเหมือนปีนี้
หากดูการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2558 จะขยายตัวได้ 3.4-3.5% ดีกว่าปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกขยายตัวดี แต่อัตราเพิ่มขึ้นน้อยหรือฟื้นตัวได้ช้า ทั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาขยายตัวได้ดี เพราะยังมีเศรษฐกิจยุโรป จีน และญี่ปุ่นเป็นตัวถ่วงอยู่
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เชื่องช้า จะส่งผลให้การส่งออกของไทยฟื้นตัวไม่เต็มที่ไปด้วย จากปีนี้ที่คาดว่าจะติดลบ ปีหน้าก็จะขยายตัวได้ประมาณ 3-3.5% แต่ก็ยังถือว่าเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำ เทียบกับการส่งออกก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้กว่า 10%
เมื่อเศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งการใช้จ่ายภาครัฐให้เป็นพระเอก หากทำไม่สำเร็จก็เห็นทีว่าเศรษฐกิจไทยจะหมดแรงดันไม่ขึ้น
มีการประเมินกันว่าปี 2558 รัฐบาลมีเงินที่จะขับเคลื่อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท ทั้งจากงบประมาณเหลื่อมปี งบประมาณปี 2558 วงเงิน 2.57 ล้านล้านบาท และงบประมาณปี 2559 วงเงินประมาณ 2.88 ล้านล้านบาท ที่จะเริ่มใช้ในไตรมาสสุดท้ายปีหน้า หากทำได้ตามเป้า แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ เพราะทำให้การลงทุนภาคเอกชนจะฟื้นตัวตาม โดยเฉพาะเอกชนที่รับโครงการต่อจากรัฐ
นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐจะทำให้การใช้จ่ายการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวขึ้น จากรายได้การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าหากปีหน้าการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านมาตรการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐยังช้าเหมือนปีนี้ ผสมโรงกับเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวได้ช้า เพราะประเทศที่มีปัญหาดีขึ้น แต่ประเทศที่เคยดีกลับไปมีปัญหาแทน เศรษฐกิจไทยก็ยังหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่กลับหัวกลับหาง
ตัวช่วยเรื่องการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ จึงมีความสำคัญในการรองรับไม่ให้เศรษฐกิจไทยไหลลื่นลงต่ำเหมือนประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้







