
ไขปัญหา LPG
มีความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลนี้จะให้ประชาชนใช้ LPG ในราคาตลาดโลก ความจริงเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนการจัดหา ซึ่งเพียง 25% นำเข้าในราคาตลาดโลก
มีความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลนี้จะให้ประชาชนใช้ LPG ในราคาตลาดโลก ความจริงเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนการจัดหา ซึ่งเพียง 25% นำเข้าในราคาตลาดโลก
LPG ที่ผลิตในประเทศโดยโรงแยกก๊าซถูกตรึงราคาไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตั้งแต่ต้นปี 2551 ช่วงนั้นราคาก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยที่ป้อนโรงแยกก๊าซอยู่ที่ 225 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ได้ปรับขึ้นไปถึง 364 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในปี 2556 ซึ่งจากโมเดลของบริษัท Deliotte ที่กระทรวงพลังงานใช้ต้นทุน LPG รวมค่าใช้จ่ายในการผลิตอยู่ที่ 550 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ในประเทศยังมีการผลิต LPG โดยโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งรัฐต้องจ่ายชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ระดับหนึ่ง รวม 12,667 ล้านบาทในปี 2556 เพื่อให้ขายออกมาในราคาตรึง (ราว 10.23 บาท/กก.) แทนที่จะเผาเป็นเชื้อเพลิงใช้เองหรือขายให้ปิโตรเคมีในราคาที่สูงกว่า
ราคานำเข้าปี 2556 เฉลี่ย 937 เหรียญสหรัฐ/ตัน (28.89 บาท/กก.) สูงเกือบ 3 เท่าของราคาคุม มีการจ่ายชดเชยจากกองทุน รวม 36,171 ล้านบาท
ราคาขายปลีกที่เคยแตกต่างกันระหว่างครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการใช้ LPG “ผิดประเภท” เพราะการลักลอบเอาของถูกจากภาคครัวเรือนไปใช้ในรถยนต์และอุตสาหกรรมที่ควรจะซื้อแพงกว่ามาก และลักลอบไปขายประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาสูงกว่ามาก (เขมร ลาว พม่า) ทำให้ยอดรวมการใช้สูงผิดปกติ เติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี เทียบกับ GDP 3.6% (2547-2555) หลังการปราบปรามในปี 2556 ยอดขายครัวเรือนลดลงมากโดยมาโด่งที่ภาคขนส่ง เนื่องจากราคา LPG ในภาคขนส่งยังต่ำกว่าเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างเบนซิน-โซฮอล์มาก จึงยังมีการใช้มาก
LPG ที่ผลิตในประเทศไม่พอ ต้องนำเข้าในราคาสูงมาก จึงต้องเก็บเงินกองทุนจากผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์ไปอุดหนุนให้นำเข้ามาขายในราคาคุม ทั้งอุดหนุนโรงกลั่นด้วย ยิ่งราคามีความแตกต่างก็ยิ่งมีการลักลอบ ยิ่งต้องนำเข้าเพิ่มเพื่อสนองความต้องการ ต้องเก็บเงินกองทุนมากขึ้นจากผู้ใช้เบนซิน-โซฮอล์ เกิดเป็น Vicious Cycle หรือ “วงจรอุบาทว์” ที่สถานการณ์แย่ลงๆ หากไม่มีการแก้ไข
อนึ่ง ในปี 2556 การใช้ LPG ภาคขนส่งสูงถึง 1.8 ล้านตัน ไม่ห่างจากการนำเข้า LPG ที่ 1.9 ล้านตัน
รัฐบาล คสช.ได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างราคาเพื่อตัดวงจรปัญหา โดยมีมาตรการชดเชยผู้มีรายได้น้อยและหาบเร่แผงลอยให้ใช้ในราคาเดิม 18.13 บาท/กก. แต่สมควรปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงมากขึ้น
ตั้งแต่กลางปี 2557 ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ลดลงราว 40% ผลคือต้นทุนเฉลี่ยของการจัดหา LPG ลดลงมาก ทำให้รัฐบาลลดราคาของภาคอุตสาหกรรมจากที่สูงโด่งตามราคาจัดหาจากโรงกลั่นน้ำมัน และมีการขึ้นราคาของภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ทำให้ทั้ง 3 ภาคส่วนจ่ายราคาเดียวกันที่ 24.16 บาท/กก. (ยกเว้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) ปัจจุบันกองทุนน้ำมันในส่วนของ LPG สมดุลได้เองโดยไม่ต้องเก็บจาก
ผู้ใช้เบนซิน-โซฮอล์และดีเซล
การปรับเพิ่มราคา LPG และการมีราคาเดียวป้องกันการลักลอบขายข้ามประเภท และลดแรงจูงใจลักลอบไปขายต่างประเทศ หากยังคงราคาแยกประเภทก็ยากที่จะควบคุม เพราะ “ตลาดมืด” เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกกับทุกอย่างที่ตรึงราคาไว้ต่ำกว่าตลาดเสรีมากพอ
ส่วนที่พูดกันว่ารัฐบาลเปิดให้ส่งออกเสรี LPG นั้น ไม่จริง เพราะรัฐอนุญาตเฉพาะ G to G และเป็นการขาย LPG ที่นำเข้าเท่านั้น ไม่ได้แย่งของถูกที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นการช่วยเหลือเพื่อนบ้านโดยคนไทยไม่เดือดร้อนเหมือนการลักลอบ
การปรับสู่ราคาเดียวที่ 24.16 บาท/กก. อาจสะท้อนต้นทุนการจัดหา แต่ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเพราะโรงแยกก๊าซยังขาดทุนมากจากการตรึงราคาตั้งแต่ 2551 รัฐควรพิจารณาปรับราคาโรงแยกฯ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในระดับที่จะก่อให้เกิดการผลิตในประเทศเพิ่มเพื่อสนองความต้องการ
ประชาชนอาจได้ความสุขจากการที่ ปตท.ขาดทุนในส่วนนี้ ซึ่งแสดงว่า ปตท.ไม่ได้ครอบงำนโยบายรัฐอย่างที่กล่าวกัน! แถมยังยอมผลิต ทั้งที่หากหยุดผลิตจะมีกำไรมากขึ้น!
ข้อเสียสำหรับประเทศคือ ปตท.ไม่ขยายโรงแยกก๊าซเพื่อผลิต LPG เพิ่ม เพราะไม่สามารถลงทุนทั้งที่รู้ว่าจะขาดทุน ทำให้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย 30% ยังถูกปล่อยไปเผาใช้ในภาคส่วนต่างๆ แทนที่จะส่งผ่านโรงแยกฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งผลิต LPG ที่ไม่พอความต้องการ มีผลให้ต้องนำเข้าในราคาแพง ซึ่งปัจจุบันต้องชดเชยโดยผู้ใช้ LPG เอง อดีตก็เป็นภาระของผู้ใช้เบนซิน-โซฮอล์ด้วยในช่วงราคาตลาดโลกสูง
หากผันเงินที่ผู้บริโภคต้องจ่ายอยู่แล้วไปลดการขาดทุนเพื่อให้ ปตท.ขยายกำลังโรงแยกก๊าซ หรือเปิดให้ผู้ประกอบการอื่นเข้ามา (แต่คงไม่สามารถบังคับให้ขายขาดทุน) น่าจะดีกว่าสำหรับประเทศและเป็น Win-Win สำหรับผู้บริโภคด้วย
การขยายกำลังโรงแยกฯ จะพัวพันไปถึงภาคปิโตรเคมีที่เป็นลูกค้าหลัก ซึ่งซื้อ LPG ในราคาเนื้อก๊าซเฉลี่ยที่ 19.2 บาท/กก.ในปี 2556 สูงกว่า LPG เชื้อเพลิง (10.23 บาท/กก.) ถึง 88% แต่ก็ถูกต่อต้าน จึงเป็นโอกาสที่รัฐจะสะสางโครงสร้างราคาให้โปร่งใส
แม้ปัจจุบันราคานำเข้า LPG ลดลงมามาก แต่คงจะไม่ต่ำเตี้ยตลอดไป ในขณะที่การลงทุนผลิต LPG เพิ่มต้องใช้เวลาเป็นปีๆ รัฐบาลคงต้องตัดสินใจว่าจะปรับโครงสร้างอีกขั้นให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากขึ้นหรือไม่







