
รับผิด-รับชอบ
ผลความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดสูงกว่าตลาดตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่ปิดบัญชีไปแล้วรวม 6.82 แสนล้านบาท นับเป็นความอัปยศและพิลึกที่สุดของรัฐบาลที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศจะต้องหาทางสะสางและแก้ปัญหา
ผลความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดสูงกว่าตลาดตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่ปิดบัญชีไปแล้วรวม 6.82 แสนล้านบาท นับเป็นความอัปยศและพิลึกที่สุดของรัฐบาลที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศจะต้องหาทางสะสางและแก้ปัญหา
เนื่องจากภาระการขาดทุนก้อนดังกล่าวนั้น หากรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยและชดเชยผลการขาดทุนให้หมดไป จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 ปี
กล่าวเฉพาะแค่ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายออกไปในการดูแลหนี้จากนโยบายรับจำนำข้าวในแต่ละปีก็สูงถึง 2 หมื่นล้านบาทแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวหากนำมาลงทุนสร้างถนนเชื่อมจากจังหวัดหนึ่งไปยังจังหวัดหนึ่งจะได้ 1 เส้นทาง
แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าผลความเสียหายจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด แม้จะมีการท้วงติงจากหลายองค์กร จนมีการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้จ่ายและมีรูรั่วของการปฏิบัติอย่างมากมาย ปัจจุบันกลับยังไร้วี่แววในการเอาผิดกับผู้สร้างความเสียหาย
จนถึงบัดนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตกับสำนักงานอัยการสูงสุดที่เปรียบเสมือนอัยการของแผ่นดิน ยังถกเถียงกันไม่จบในการเอาผิดกับนักการเมืองผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ
ขณะเดียวกัน บรรดานักการเมืองที่ออกนโยบายจนสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ก็ยังไร้สำนึกแห่งความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ในการบริหารจัดการประเทศที่ดี กลับโยนความผิดในการดำเนินการจนสร้างความเสียหายให้กับประเทศจำนวนมหาศาลว่า คนที่ผิดคือเซอร์เวเยอร์ และเจ้าของโกดัง นายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นเพียงผู้ผลักดันและออกนโยบาย
นี่คือความอัปยศอดสูของประเทศไทยที่ไม่อาจสร้างจิตสำนึกที่ดี และสร้างสำนึกแห่งความรับผิดชอบให้กับบรรดาผู้ที่เข้ามา
บริหารประเทศแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศของการขาดความสำนึกรับผิดรับชอบในการกระทำของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำนั้น ในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปี 2558 ครั้งที่ 1 ภายใต้วงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการออกพันธบัตรเพื่อนำมาจ่ายหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง 5 หมื่นล้านบาท และจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชน 5 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีก 1 แสนล้านบาท จะเป็นการบริหารหนี้สาธารณะตามปกติ
ไม่ว่ามติของคณะรัฐมนตรีจะออกมาอย่างไร ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการหาเงินงบประมาณมาจ่ายหนี้ที่พรรคการเมือง นักการเมืองผู้ออกนโยบายและรับความชอบทางการเมืองไปแล้ว แต่ได้ทิ้่งรอยแผลให้กับประชาชนต้องแบกรับ
นี่คือผลพวงของระบอบการเมืองที่ไร้ซึ่งสำนึกรับผิดชอบชั่วดี ที่คนไทยทุกคนจะต้องตระหนักและอยู่กับมันให้ได้แม้จะจำใจก็ตาม







