
ประชานิยมไม่สิ้นฤทธิ์ พ่นพิษเศรษฐกิจ
แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีจุดยืนชัดเจนไม่ทำโครงการประชานิยมให้ประชาชนติดเลิกไม่ได้ และทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา จนลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด
แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีจุดยืนชัดเจนไม่ทำโครงการประชานิยมให้ประชาชนติดเลิกไม่ได้ และทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา จนลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด
ทว่า โครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านมา ยังสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันและอนาคต โดยไม่มีท่าทีอ่อนแรงลง โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก การลดภาษีนิติบุคคล และโครงการรับจำนำข้าว
หากไปดูการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมา 2 เดือน คือ เดือน ต.ค.และ พ.ย. 2557 พบว่าเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 3,600 ล้านบาท เป็นการเก็บภาษีรถยนต์ต่ำกว่าเป้าถึง 3,200 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 19% และยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 22% เนื่องจากตลาดรถยนต์ยังไม่ฟื้นตัวจากพิษของโครงการรถคันแรกที่ดำเนินการเมื่อปี 2555
โครงการประชานิยมรถคันแรก ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหามาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ที่กรมสรรพสามิตเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 8 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการเก็บภาษีรถยนต์ต่ำกว่าเป้าถึง 4.5 หมื่นล้านกว่าบาท หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง จากนโยบายที่ดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ปั่นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา
แม้ว่าโครงการรถคันแรกจะมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2556 ขยายตัวได้มากกว่า 6% ต่อปี ทั้งๆ ที่การส่งออกของไทยทรุดอย่างหนักขยายตัวได้ต่ำ แต่ผลกระทบที่ตามมาถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะโครงการรถคันแรกทำให้ประเทศเสียเงินจ่ายคืนผู้ซื้อรถไปถึง 9 หมื่นล้านบาท และยังทำให้การเก็บภาษีรถยนต์ทรุดจนถึงปัจจุบันยังไม่มีท่าทีจะดีขึ้น ทำให้การเก็บรายได้ภาพรวมของรัฐบาลมีปัญหา
สำหรับโครงการนายทุนนิยมของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรทรุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การลดภาษีนิติบุคคลเริ่มจาก 30% เป็น 25% ในปี 2555 และลดเป็น 20% ในปี 2556 ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2556 ต่ำกว่าเป้า 9,000 ล้านบาท ขณะที่การเก็บภาษีในส่วนนิติบุคคลต่ำกว่าเป้าถึง 4.7 หมื่นล้านบาท ต่อมาในปีงบประมาณ 2557 กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า 1.6 แสนล้านบาท การเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าเป้า 7.4 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ในปีงบประมาณ 2558 ผ่านมา 2 เดือน กรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 2,000 ล้านบาท เป็นการเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าเป้าถึง 5,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังมีการประเมินกันภายในว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในภาพรวมปีงบประมาณ 2558 จะต่ำกว่าเป้าถึง 1 แสนล้านบาท มาจากการเก็บภาษีนิติบุคคลที่คาดว่าจะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา จากอัตราภาษีที่ลดลง และจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรงขยายตัวในปี 2557 ได้ไม่ถึง 1% ทำให้กำไรผู้ประกอบการตก
ผลลัพธ์ของโครงการนายทุนนิยมลดภาษีนิติบุคคล แสดงให้เห็นว่าการลดภาษีไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น การขยายฐานภาษีนิติบุคคลล้มเหลว เพราะแม้ว่าจะลดภาษีนิติบุคคลสรรพากรก็ไม่กล้าแสดงตัวเลขออกมาโชว์ว่าภาษีนิติบุคคลเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการลดภาษีนิติบุคคล เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ ก็กลายเป็นข้ออ้างบังหน้า เพราะนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนสามารถขอสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้เว้นภาษีนิติบุคคลเป็นเวลานานถึง 8 ปี ดังนั้นการลดภาษีนิติบุคคลจึงเป็นประโยชน์ของผู้ประกอบการรายเดิมในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่มีกำไรเพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ดี
ผลกระทบของโครงการประชานิยม ทั้งโครงการรถคันแรก และการลดภาษีนิติบุคคล จึงยังพ่นพิษใส่การเก็บรายได้ของประเทศต่อไปถึงปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยังมีโครงการประชานิยมในส่วนของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาที่ยังถ่วงเศรษฐกิจไทย เพราะหาทางแก้ไม่ออก เนื่องจากสร้างหนี้ก้อนโตและความเสียหายจำนวนมาก จากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลล่าสุดถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ขาดทุน 6.82 แสนล้านบาท เป็นผลขาดทุน 11 โครงการแรก สมัยก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1.63 แสนล้านบาท และผลขาดทุนจากการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ใน 4 โครงการหลัง จำนวน 5.19 แสนล้านบาท
ก่อนหน้านี้ คลังยังออกมาระบุว่า การใช้เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าว 4 โครงการล่าสุดสูงถึง 6.67 แสนล้านบาท เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 4.67 แสนล้านบาท และใช้เงินจากสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. 2 แสนล้านบาท มีต้นทุนเงิน 3% ต่อปี ที่ผ่านมา 2 ปี คลังจ่ายดอกเบี้ยในส่วนที่ค้ำประกัน 4.67 แสนล้านบาท ไปแล้ว 2.4 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดจะมีการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2557 มีการประเมินกันว่า โครงการรับจำนำข้าว 4 โครงการหลังอาจจะขาดทุนจากหลัก 5 แสนล้านบาท เป็น 6 แสนล้านบาท เนื่องจากข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก 18 ล้านตัน จะเสื่อมคุณภาพมากขึ้น ต้นทุนจากค่าบริหารจัดการต่างๆ ทั้งค่าเช่าโกดัง ค่าดอกเบี้ย ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้หนีขาดทุนเพิ่มขึ้นมากไปไม่พ้น
ปัญหาที่แก้ไม่ตกตอนนี้ คือ ผลขาดทุนจำนวนหลายแสนล้านบาท จะบริหารจัดการอย่างไรให้มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบฐานะการเงินการคลัง จนนำไปสู่ปัญหาการถูกลดเครดิตของประเทศ แม้ว่าล่าสุดสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี จะคงเครดิตของไทยที่ BBB+ แต่ตราบใดที่หนี้ข้าวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เครดิตของไทยคงปรับขึ้นได้ยาก ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียโอกาส
ทั้งหมดจะเห็นว่าโครงการประชานิยมยังสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจไทยรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพไม่ถึง 2% ต่อปี จากที่ควรจะขยายตัวได้ปีละไม่น้อยกว่า 4% ขณะที่ฐานะการเงินการคลังของประเทศก็ตึงตัว จากที่เคยคิดว่าจะทำงบประมาณปี 2560 ก็ทำได้ยาก เพราะประเทศต้องใช้เงินลงทุนพัฒนาประเทศมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องตั้งงบประมาณมาใช้หนี้จากโครงการประชานิยมที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้ก่อขึ้นไว้
ดังนั้น เศรษฐกิจปีหน้าที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ต่อปี ยังเป็นเรื่องที่นิ่งนอนใจไม่ได้ แม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้ได้น้อยไม่ถึง 1% ต่อปี ทำให้ฐานต่ำ แต่เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความเชื่อมั่นภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ และพิษร้ายของโครงการประชานิยมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศจำนวนมากยังเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไปอีกนานหลายปี







