ป่าหายสัตว์สูญ บทสรุปประจำปี
ปัจจัยการเพิ่มของประชากรโลกในทุกช่วงการบันทึกสถิติจาก 3,000 ล้านคน ในปี 2504 เป็น 4,000 ล้านคน
ปัจจัยการเพิ่มของประชากรโลกในทุกช่วงการบันทึกสถิติจาก 3,000 ล้านคน ในปี 2504 เป็น 4,000 ล้านคน ในปี 2518 และเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนครบ 5,000 ล้านคน ในวันที่ 11 ก.ค. 2530 จนถึงปัจจุบัน คาดการณ์กันว่า จะมีประชากรทุกประเทศทั่วโลกรวมกันประมาณ 7,000 ล้านคน และกรณีนี้ย่อมหมายถึงการใช้ทรัพยากร หลายประเทศต้องใช้พื้นที่ป่าเพื่อรองรับกับอัตราการเพิ่มดังกล่าว ทั้งทางตรง คือ ขยายเขตถิ่นที่อยู่อาศัยตามแผนพัฒนาประเทศของรัฐบาล และทางอ้อม คือ การบุกรุกเข้าในพื้นที่ป่าอย่างผิดกฎหมาย แต่ทั้งสองกรณีก็ให้ผลลัพธ์เดียวกัน คือการทำลายพื้นที่ป่า
คาดการณ์กันว่า ปัจจุบันป่าไม้ทั่วโลกยังคงเหลืออยู่ประมาณ 30% ของพื้นที่โลก มีการสำรวจพบว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าในภูมิภาคต่างๆ เฉลี่ยวันละ 390 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) หรือคิดเป็นประมาณปีละ 1.3 แสน ตร.กม./ปี ซึ่งโดยส่วนมากเป็นพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา และผลที่ตามมาไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ป่าซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่าถูกทำลายไปด้วย
WWF หรือกองทุนสัตว์ป่าโลก ระบุถึงข้อมูลที่น่าใจหายจากรายงาน Living Planet Report 2014 หรือผลการวิจัยชี้แจงข้อมูลแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรโลก ฉบับที่ 10 ที่ WWF จัดทำขึ้นทุกๆ 2 ปี เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกในด้านต่างๆ รายงานดังกล่าว ได้ติดตามสถานภาพและจำนวนประชากรของสัตว์ป่ากว่า 1 หมื่นสายพันธุ์ มาตั้งแต่ปี 2513 โดยพบว่าประชากรสัตว์ป่าทุกชนิด ทุกสายพันธุ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปลา นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลาน ได้หายไปจากโลกมากกว่า 52% จากจำนวนที่เคยมีอยู่ทั้งหมดกว่าครึ่งของทุกชนิด สายพันธุ์ที่เคยมีสูญหายไปภายในช่วงระยะเวลาเพียง 40 ปีเท่านั้น
มาร์โก เลมเบอร์ตินี (Marco Lambertini)ผู้อำนวยการ WWF International ระบุว่า การสูญเสียดังกล่าวย่อมหมายถึง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่เกื้อหนุนทุกชีวิตบนโลก และเป็นตัวชี้วัดได้ว่าเราได้ทำร้ายโลก บ้านที่มีอยู่เพียงหลังเดียวของเราไปมากมายเพียงไร สิ่งที่สร้างความสูญเสียให้กับความหลากหลายทางชีวภาพและชนิดพันธุ์ทั่วโลก คือ การถูกคุกคามและสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย การเสื่อมถอยของสายพันธุ์ การถูกล่า และสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ขณะที่ WWF ประเทศไทยได้นำเสนอรายงานที่ระบุถึงสัตว์ป่า 11 ชนิดพันธุ์ของผืนป่าเมืองไทยที่มีแนวโน้มประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
1.เสือโคร่ง (Tiger : Pantera tigris) สัตว์ผู้ล่าในอันดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร มีประชากรลดลงและหลงเหลือเพียง 200 ตัวในประเทศไทย ในผืนป่าตะวันตกที่ยังเป็นแหล่งที่ยังคงหลงเหลือประชากรเสือโคร่งมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2.กวางป่า (Sambar Deer : Rusa unicolor) เป็นกวางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนักได้ถึง 185-220 กิโลกรัม กวางป่าเป็นเหยื่อของเสือโคร่ง สามารถพบได้ตามป่าดิบ ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า ทั้งในป่าระดับต่ำ ป่าสูง ทั่วทั้งผืนป่าแม่วงก์-คลองลาน จากการสำรวจพบว่าบริเวณที่พบเสือโคร่งจะมีกวางชุกชุมเช่นกัน
3.ชะนีกำลังอยู่ในสถานะที่ใกล้การสูญพันธุ์
4.วัวแดง (Banteng: Bos javanicus) ปัจจุบันกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่สุดในไทยพบอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
5.ควายป่า (Wild Water Buffalo) ก็กำลังมีสถานะใกล้การสูญพันธุ์ เพราะการถูกล่า การสูญเสียถิ่นอาศัย และการผสมข้ามสายพันธุ์กับควายบ้าน
6.หมีหมา (Malayan Sun Bear : Helarctos malayanus) และหมีควาย (Asiatic Black Bear : Ursus thibetanus) ที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ (Vulnerable) ที่ปัจจุบันยังคงถูกล่าจากความเชื่อเกี่ยวกับการบริโภคอุ้งเท้าและดี
7.นกกกหรือนกกาฮัง (Great Hornbill : Buceros bicornis) ที่อยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Near Threatened) มันเป็นนกเงือกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อาศัยอยู่ในผืนป่าดงดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
8.นาก ซึ่งในประเทศไทยมี 4 ชนิด ได้แก่ นากใหญ่ธรรมดา นากใหญ่ขนเรียบ นากเล็กเล็บสัน นากจมูกขน โดยนากจมูกขน Lutra sumatrana มีสถานะสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Endangered Species) และมีถิ่นอาศัยในภาคใต้ของประเทศไทย จำนวนประชากรลด เนื่องจากถูกล่าเพื่อเอาหนัง สภาพน้ำถูกเจือปนด้วยมลพิษ สภาพอาหาร เช่น ปลาลดจำนวน
9.นกยูง ที่ประชากรลดลงเพราะสูญเสียถิ่นอาศัยที่เป็นพื้นที่ป่าเต็งรัง และถูกล่า
10.จระเข้พันธุ์สยาม (Siamese Crocodile) ที่มีสถานะมีความเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered Species) ปัจจุบันคาดการณ์ว่าเหลืออยู่ประมาณ 10 ตัวทั้งประเทศ อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
11.เหยี่ยวขาว (Black-Shouldered Kite) ที่แม้จะมีสถานะยังไม่สูญพันธุ์ แต่ก็พบว่า ประชากรลดลงอย่างมาก สาเหตุจากการเกษตรที่เปลี่ยนไป มีการทำนาบ่อยขึ้น ทำให้ระบบนิเวศวิทยาของนาข้าวเปลี่ยน เหยี่ยวขาวก็ได้รับผลกระทบในเรื่องถิ่นที่อยู่อาศัยและเหยื่อในทุ่งนา เช่น หนูนา
ประชากรสัตว์ทุกมุมโลกลดจำนวนลงสวนทางกับจำนวนประชากรโลก โดยเราจะยังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหลบเลี่ยง นี่เป็นบทสรุปที่มีผลลัพธ์คล้ายคลึงกันอยู่ทุกปี ขณะที่มาตรการดูแลประชากรสัตว์ที่มีในปัจจุบัน จะเป็นได้แต่เพียงการบรรเทาปัญหาเท่านั้น ตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถรักษาผืนป่าไว้ได้


