
มัคคุเทศก์ท้องถิ่น
แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในประเทศไทย มีความสวยงาม มีคุณค่า รวมถึงความน่าจดจำทางประวัติศาสตร์ รากเหง้าของความเป็นไทย และวิถีชีวิตความเป็นมาของคนไทยท้องถิ่นที่น่าภาคภูมิใจ
แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ หลายต่อหลายพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์เหล่านี้นั้น ยังขาดการสื่อสารผ่านการบอกเล่าจากผู้คนในท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับทราบถึงประวัติ เรื่องราวจากอดีตตราบถึงปัจจุบัน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและความสำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ การอนุรักษ์ การพัฒนาหรือแม้กระทั่งเรื่องราวความเป็นมาของธรรมชาติที่สวยงามในพื้นที่
หากจะมองในแง่ของการเสียโอกาสในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมคิดว่าประเทศไทยเรานั้นสูญเสียโอกาสทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวซ้ำ การสร้างรายได้ในแหล่งท่องเที่ยว ครอบคลุมไปถึงการสร้างงานในชุมชนตามแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นอีกด้วย
สาเหตุของการที่ไม่มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นประจำแหล่งท่องเที่ยวประจำอยู่ ส่วนใหญ่มักจะมีแต่เอกสารแจกนักท่องเที่ยว หรือที่ดีหน่อยก็มีแค่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่ทำงานเชิงรับ ผมหมายถึงว่านั่งรอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสอบถามเท่านั้น
ดังนั้น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงมักจะไม่ได้รับความรู้จากการไปท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทยมากนัก
อุปสรรคที่สำคัญในเรื่องนี้คือบ้านเรายังขาดการสนับสนุน ในการสร้างบุคคลให้มีความรู้ความสามารถพอเพียงที่จะมาเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นประจำแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ในประเทศ
หากเรามีนะครับ การเข้าไปท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ อุทยานทุ่งแสลงหลวง ผาแต้ม ภูกระดึง หรือแม้กระทั่งบนเขาใหญ่ นอกจากความเพลิดเพลิน สนุกสนานตื่นเต้นที่ได้สัมผัสการท่องเที่ยวแบบผจญภัยแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้รับความรู้ ความเข้าใจในการดำรงชีวิต การขยายพันธุ์พืช ดอกไม้ป่าหลากหลายพันธุ์ รวมถึงระบบนิเวศที่มีปฏิสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตร่วมกันทั้งป่า คนและสัตว์ป่า
เชื่อแน่ว่าจะนำมาซึ่งความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนและมีโอกาสที่จะกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้งได้ไม่ยากนัก
นอกจากนี้ การเข้าไปท่องเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางศาสนาในชนบท ก็จะได้รู้ความเป็นมาของสิ่งของที่นำมาแสดง ประวัติความเป็นมา ความเชื่อ ศรัทธา ตลอดจนวิธีการดำเนินชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวิถีไทยตราบอดีตถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ในวงกว้างได้อีกทางหนึ่ง
หากเราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คือ เสาหลักของการนำมาซึ่งรายได้ของประเทศแล้ว อาชีพมัคคุเทศก์คือองค์ประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง
ผมเองก็ทราบดีว่าหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ โดยเฉพาะการขาดแคลนมัคคุเทศก์ผู้ชำนาญและเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะ ภาษาจีน มลายู เกาหลี เยอรมัน รัสเซีย หรือญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งเท่าที่ทราบมานั้นได้มีความร่วมมือกันกับสถานศึกษาชั้นนำหลายแห่งการผลิตและอบรมบุคลากรเพื่อรองรับการขาดแคลนนี้แล้ว
ในความเห็นของผมนั้น งานมัคคุเทศก์ถืองานวิชาชีพที่มีอนาคต สามารถสะสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ ได้สัมผัสงานบริการโดยตรงกับนักท่องเที่ยวทั้งประเภทมาตามลำพังและหมู่คณะ ซึ่งมัคคุเทศก์ที่มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ ตอบข้อซักถามของนักท่องเที่ยวได้ดีนั้น ผมเชื่อมั่นว่าจะสร้างรายได้ สร้างงาน ทั้งให้กับตนเอง ครอบครัวและความมั่งคั่งของเศรษฐกิจในชุมชนอย่างมั่นคง ยั่งยืนตลอดไป
มัคคุเทศก์ท้องถิ่นอาจจะมาจากเด็กเยาวชนในพื้นที่ อย่างในหลายจังหวัดเริ่มมีโครงการมัคคุเทศก์น้อย อาจจะมาจากนักศึกษาในสถานศึกษาใกล้เคียงมาฝึกงานในธุรกิจท่องเที่ยว ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่อาศัยในพื้นที่มีใจรักในงานบริการ หรืออาสาสมัครในหมู่บ้าน ฯลฯ
หน่วยงานภาครัฐควรจะให้การสนับสนุนในด้านการศึกษาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ท่องเที่ยว การฝึกฝน ทักษะในการใช้ภาษาต่างๆ รวมทั้งภาษาไทยภาคกลางให้ถูกต้อง ความเข้าใจวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน ศิลปะหรือโบราณวัตถุต่างๆ ที่มีความสำคัญ เอกลักษณ์ของสินค้าชุมชน เป็นต้น
โครงการที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ในปัจจุบัน ในภาคเอกชนผมเห็นว่าเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ ทำได้ดีมากครับ
สำหรับในภาครัฐผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ หมู่บ้านยาง ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ น่าจะเป็นต้นแบบการทำงานด้านแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
นั่นเพราะไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การจัดการ และมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีความสามารถ ทำให้ถ่ายทอดความเป็นมาของบ้านยางในอดีต ความผูกพันของโครงการหลวงกับชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน และอีกหลากหลายเรื่องราวที่อาจทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชมน้ำตาซึมโดยไม่รู้สึกตัวครับ







