posttoday
จริยะรัฐศาสตร์ 6 : สำนึกไทย VS สำนึกพลเมือง

จริยะรัฐศาสตร์ 6 : สำนึกไทย VS สำนึกพลเมือง

14 ธันวาคม 2557

อะไรคือ “สำนึกทางการเมือง” ของคนไทย

อะไรคือ “สำนึกทางการเมือง” ของคนไทย

“สำนึกทางการเมือง” มาจากภาษาอังกฤษว่า Political Perception หมายถึง “ความรู้สึกนึกคิดหรือปฏิกิริยาทางจิตใจ อันเกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการกระทำหรือการแสดงออกทางการเมือง” ประกอบด้วยความเชื่อความคิดอย่างเฉพาะเจาะจงในเรื่องต่างๆ ที่เรียกว่า “ทัศนคติ” (Attitude) ร่วมกับความเชื่อความคิดในภาพรวมภาพกว้างของแต่ละคน ที่เรียกว่า “โลกทัศน์” (World View)

ผู้เขียนเชื่อในทฤษฎี “ผ้าขาว” ที่กล่าวว่า คนเราแรกเกิดมานั้นเหมือนผ้าขาว แต่เมื่ออายุผ่านไป ผ่านการเลี้ยงดูและถ่ายทอดประสบการณ์จากสังคมรอบข้าง พร้อมกับที่คนคนนั้นได้รับรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ และการเรียนรู้เหล่านั้นจะเป็นเหมือน “สีต่างๆ” ที่แต่งแต้มให้คนคนนั้นเปลี่ยนไปในแนวหรือ “เฉดสี” ต่างๆ นั่นก็คือทัศนคติและโลกทัศน์ต่างๆ ของแต่ละคนนั้นนั่นเอง

ในอดีตสังคมที่ใกล้ชิดกับคนไทยมากที่สุดก็คือ “ครอบครัว” แต่ในปัจจุบันด้วยความยุ่งยากในชีวิตสมัยใหม่ที่มีเรื่องการแย่งกันอยู่แย่งกันกิน ทำให้ความผูกพันกับครอบครัวลดน้อยถอยลง สิ่งแวดล้อมภายนอกบ้านจึงมีความสำคัญกว่าสิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายในบ้าน แม้กระทั่งในบ้านนั้นก็มีสิ่งแวดล้อมอื่นที่ดึงดูดได้มากกว่า นั่นคือ “สังคมดิจิทัล” ได้แก่ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย การเกิดขึ้นของกลุ่มสนใจเฉพาะที่เรียกว่า Interest Group จึงเป็นลักษณะเด่น

จริยะรัฐศาสตร์ 6 : สำนึกไทย VS สำนึกพลเมือง

 

อริสโตเติลพูดไว้เมื่อเกือบ 3,000 ปีว่า “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” เพราะอริสโตเติลมีความเชื่อว่า มนุษย์จำเป็นต้องมารวมกันเป็นกลุ่มๆ หรือสร้างสังคมที่มีขนาดพอสมควร เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน 3 เรื่อง คือ หนึ่ง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” หรือศรัทธาที่จะอยู่ร่วมกัน อันนำมาซึ่งความอบอุ่นหรือมิตรภาพ สอง “ความปกป้องคุ้มครอง” หรือการหาคนดูแล บำบัดทุกข์บำรุงสุข ซึ่งก็คือผู้ปกครองหรือรัฐบาล และสาม “ความเจริญรุ่งเรือง” ที่จะมีขึ้นได้ก็ต้องสร้างพลังกลุ่ม หรือการมารวมกันทำงานทางการเมือง ที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วม”

ความเชื่อของอริสโตเติลในข้อที่สามนี่แหละที่เป็นที่มาของ“สำนึกพลเมือง”เพราะถ้ามนุษย์ต้องการมิตรภาพและการคุ้มครอง หนทางที่ต้องทำก็คือการร่วมกันสร้างและร่วมกันรับผิดชอบ ต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก “การพึ่งพาและรอคอย” มาสู่ “การริเริ่มและกำหนด” ดังนั้นที่รู้กันมาว่าสังคมกรีกในยุคนั้นเป็น “ประชาธิปไตยโดยตรง” ก็เพราะความเชื่อที่ว่าทุกคนที่ “พร้อม” จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม คนที่มีฐานะและคุณสมบัติดังกล่าวจึงถูกกำหนดให้เข้ามาช่วยกัน

สำนึกพลเมืองยังคงมีมาจนถึงสมัยโรมัน แม้การปกครองของโรมันค่อนข้างจะเป็นเผด็จการ แต่การกำหนด “กติกา” ของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งก็คือระบบกฎหมายต่างๆ ก็ได้สร้างกลไกในการ “บังคับ” ให้ผู้คนต้องมาร่วมกันรับผิดชอบที่ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์ขึ้นมามีอำนาจก็ได้อาศัย “ศรัทธา” คือสำนึกอย่างสูงสุด เป็นกติการ่วมกันของจักรวรรดิต่างๆ ในยุคนั้น

แนวคิดสำนึกพลเมืองยุคใหม่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่มีการแยกการมีส่วนร่วมออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับ “ผู้แทน” กับระดับ “ผู้เป็นเจ้าของอำนาจ” ด้วยระบอบประชาธิปไตยของระบบตัวแทน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จไปกว่าค่อนโลกและได้ใช้เป็นเครื่องมืออันสำคัญในการต่อสู้กับลัทธิ “รัฐบาลเป็นใหญ่” หรือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น กระทั่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาที่สงครามเย็นได้สิ้นสุด แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็ลดความขลัง โดยคล้ายๆ ว่าจะย้อนยุคไปสมัยกรีกที่ผู้คนเรียกร้องประชาธิปไตยโดยตรง

ประเทศไทยในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมาก็กำลัง “ย้อนศร” เปลี่ยนสำนึกไปเช่นนี้

ผู้เขียนขอเรียกการเมืองไทยในช่วงตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันนี้ว่า “ยุคของสำนึกพลเมืองไทยสมัยใหม่” ซึ่งอธิบายด้วยปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

หนึ่ง “ความสิ้นหวังในผู้ปกครองแบบเดิมๆ” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตลอดมานั้น การเมืองไทยคือการเมืองของชนชั้นนำหรือ “ผู้ปกครอง” แม้จะมีการยึดคืนอำนาจมาสู่ประชาชนในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 แต่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็หวนไปสมคบกับกลุ่มทหารและข้าราชการ ชักพาการเมืองไทยคืนสู่วังวนเดิม มาจนถึงยุคทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งชั่วร้ายกว่าที่มอมเมาประชาชนขึ้นไปกอบโกยคอร์รัปชั่น อันนำมาสู่การปฏิรูปที่ดำเนินอยู่ขณะนี้

สอง “การแสวงหาผู้ปกครองที่ดีกว่าเดิม” สำนึกนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหลังเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2536 กระทั่งการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เราก็ยังได้นักการเมืองเลวๆ เข้ามาเช่นเคย จนทหารต้องออกมา “เก็บกวาด” ถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ถ้าเราศึกษาการทำงานของ “แม่น้ำ 5 สาย” ในยุค คสช.นี้ ก็จะพบว่า แต่ละฝ่ายก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองการปกครองในส่วนต่างๆ เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็ไม่สะท้อนความต้องการของพลเมืองที่ต่อสู้เพื่อ “การเมืองใหม่” ว่าแท้จริงแล้วเขาสนใจว่า “ผู้ปกครองที่ดี” จะมีคุณลักษณะอย่างไรมากกว่า

และสาม “การสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน” ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่นี้มีแนวคิดที่เป็น “การเมืองใหม่” อยู่หลายเรื่อง เป็นต้นว่า การตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชน การตั้งสภาพัฒนาท้องถิ่น การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง และกลไกควบคุมจริยธรรมของนักการเมือง เพราะการเมืองใหม่จะเน้นการเฟ้นหา “นักการเมืองที่ดี” ร่วมกับ “ความรับผิดชอบร่วมกัน” อันเป็นหน้าที่ที่สำคัญของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย แม้แนวคิดโดยรวมจะค่อนข้าง “มองโลกในแง่ร้าย” แต่นี่ก็คือวัฒนธรรมไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” นั่นเอง

ผู้เขียนเรียกว่า “การเมืองใหม่” แทนคำว่า “ประชาธิปไตยใหม่” ก็เพราะว่าการเมืองใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งและปกครองด้วยความคิดเห็นของเสียงข้างมาก แต่เป็นการเมืองที่ต้องหาวิธีการที่ดีกว่าในการสรรหาผู้ปกครองที่ดีมาแทนระบบเลือกตั้งที่สร้างความร้าวฉานแตกแยกในสังคม เป็นการเมืองที่ต้องเกิดจาก “ฉันทานุมัติ” หรือความเห็นชอบอย่างถ้วนทั่ว ไม่ใช่การแอบอ้างความเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากขึ้นมาข่มเหงคนอื่นๆ ในสังคมที่มีความหลากหลาย

การเมืองใหม่คือการเมืองที่ต้องมีความรับผิดชอบ นักการเมืองคนใดที่ทำงานไม่ได้ตาม “สัญญาประชาคม” ต้องถูกพิจารณาให้ออกไป และถ้าใครประพฤติมิชอบ “ละเมิด” สัญญาประชาคมนั้น ก็ต้องมีวิธีการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องสร้าง “สำนึกแห่งการเมืองใหม่” ให้ประชาชนทั้งหลายต้องออกมาร่วมรับผิดชอบด้วย

ช่วยกันร้องและไล่ขโมยดังๆ “คนชั่ว-ความชั่ว” ก็จะพังไปเอง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69