
พายเรือในอ่าง
เวิลด์ คัพ 2010 หรือศึกฟุตบอลโลกในปีนี้ กำลังจะระเบิดแข้งกันที่ประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.11 ก.ค.นี้ และคนไทยยังคงโชคดีเช่นเคย เนื่องจากจะมีการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวีให้ชมกันถึงบ้านครบทุกแมตช์
มหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปีนี้ น่าจะเข้ามาช่วยเยียวยาจิตใจคนไทยให้สดชื่นขึ้น หลังจากเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมือง จนทำเอาหลายคนถึงกับจิตตกสลดหดหู่ไปเลยทีเดียว
จากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในบ้านเราช่วงบอลโลกปีนี้ คาดว่าจะมีเงินสะพัดในช่วงเทศกาลดังกล่าวเกือบ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมองดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนำไปใช้จ่ายซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภค และสังสรรค์ต่างๆ เพื่อหวังเสพสุขกับการได้ตามเชียร์ทีมโปรด พร้อมกับชมเกมที่สนุกตื่นเต้นเร้าใจ
แต่ที่น่าตกใจคือ เม็ดเงินกว่าครึ่งของยอดดังกล่าว ประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท ถูกถ่ายเทเข้าไปในวงจรอุบาทว์ นั่นคือ เล่นพนันบอล
พูดถึงเรื่องพนันบอล ไม่ใช่เรื่องใหม่ ต้องยอมรับความจริงว่า ทุกวันนี้แม้แต่เด็กประถมบางคนยังรู้เลยว่า คู่ไหนราคาต่อรองเป็นยังไง แถมหลายคนข้องแวะกับมันมาแล้วด้วย
ทุกครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ๆ อย่าง เวิลด์ คัพ หรือศึกบอลยูโร ทางภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมักจะช่วยกันหามาตรการกระชับพื้นที่ เพื่อป้องกันการพนันบอลอยู่ร่ำไป ซึ่งก็ดีกว่าไม่คิดทำอะไรเลย
แต่ขอบอกว่า ที่ผ่านมานั้นล้มเหลวมาโดยตลอด เพราะพวกพนันบอลนั้นเขาเล่นกันทั้งปีหรือแทบทุกสัปดาห์ จะมีเว้นก็แค่ช่วงปิดฤดูกาล 23 เดือน จึงควรปราบอย่างต่อเนื่องและตลอดไป ไม่ใช่ทำเหมือนเกาะกระแสชั่วครั้งชั่วคราว
ที่สำคัญคือ บรรดาเจ้ามือพนันบอลรายใหญ่ในบ้านเรามักหนีไม่พ้นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองท้องถิ่น และมักมีคนมีสีเข้ามาเอี่ยวประจำ ทำให้ยากแก่การปราบปราม
ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้รัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ประกาศกร้าวเอาจริงกับเรื่องนี้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงมือปฏิบัติการเรื่องปราบพนันบอล เดินหน้าลุยแล้วไปเจอต้นตอที่รู้จักมักคุ้นหรือเป็นผู้มีอิทธิพล ก็เกรงใจหรือเกรงกลัว ซึ่งเป็นมาทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น คราวนี้จึงต้องเข้มและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
สื่อมวลชนเอง ก็ควรมีจิตสำนึกร่วมกันแก้ไข ต้องเสนอข่าวด้วยอรรถรสในเชิงกีฬา ไม่ใช่ออกราคาต่อรองมอมเมาผู้บริโภค
มิฉะนั้น มาตรการที่ดูมีประสิทธิภาพ แต่ไร้ซึ่งประสิทธิผล มันก็เหมือนกับ
“พายเรือในอ่าง” หาทางออกไม่ได้เสียที






