posttoday
บทบาทตลาดทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 3)

บทบาทตลาดทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 3)

12 ธันวาคม 2557

ในบทความครั้งนี้ ผมจะมาวิเคราะห์อีก 2 ประเด็นเรื่องบทบาทตลาดทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย คือ (1) ตลาดทุนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และ (2) ตลาดทุนกับการสร้างระบบบรรษัทภิบาลที่ดีของระบบเศรษฐกิจ

ในบทความครั้งนี้ ผมจะมาวิเคราะห์อีก 2 ประเด็นเรื่องบทบาทตลาดทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย คือ (1) ตลาดทุนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และ (2) ตลาดทุนกับการสร้างระบบบรรษัทภิบาลที่ดีของระบบเศรษฐกิจ

สำหรับตลาดทุนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แม้ว่าที่ผ่านมาไทยจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้เต็มศักยภาพ จึงทำให้รัฐบาลต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership : PPPs) ซึ่งภาคเอกชนที่สามารถร่วมลงทุนกับรัฐบาลได้ในอดีตจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จึงทำให้ภาคเอกชนที่ร่วมลงทุนกับภาครัฐได้จะถูกจำกัดเฉพาะนักลงทุนเฉพาะกลุ่มหรือนักลงทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ด้วยนวัตกรรมทางการเงินในปัจจุบันประกอบกับตลาดทุนของไทยที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าวได้ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนสามารถระดมเงินทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีเพียงภาคเอกชนที่ระดมเงินทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือทรูจีไอเอฟ (TRUEGIF) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF)

ทั้งนี้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของไทยส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่แล้วเสร็จ (Brownfield Project) ขณะที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนในโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ (Greenfield Project) ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

สำหรับการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งรวมทั้งรัฐวิสาหกิจยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกฎหมายบางส่วน รวมทั้งหน่วยงานรัฐยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับต้นทุนในการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ของรัฐบาล เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ยังคงต่ำกว่าการระดมทุนในตลาดทุน ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วต้นทุนที่ปรากฏให้เห็น (Explicit Cost) การระดมทุนด้วยตราสารหนี้ภาครัฐอาจจะต่ำกว่าการระดมทุนในตลาดทุน แต่มีต้นทุนที่ไม่ปรากฏให้เห็น (Implicit Cost) ในการระดมทุนด้วยวิธีดังกล่าว เช่น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปลงทุนกับการศึกษาหรือสาธารณสุขของประเทศ ศึกษาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวไม่สามารถวัดผลออกมาได้ในระยะสั้น

ในด้านตลาดทุนกับการสร้างระบบบรรษัทภิบาลที่ดีของระบบเศรษฐกิจ ในปัจจุบันระบบบรรษัทภิบาลที่ดีจะช่วยทำให้ธุรกิจดำเนินกิจกรรมด้วยความโปร่งใส เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สามารถลดต้นทุนของการบริหารจัดการ และช่วยให้ธุรกิจสามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ

สำหรับการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบบรรษัทภิบาลที่ดีให้กับภาคส่วนต่างๆ ของประเทศเป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งเสริมสร้างให้มีขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากองค์กรที่มีบรรษัทภิบาลจะช่วยลดการทุจริตและคอร์รัปชั่น และจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ซึ่งปัจจุบันตลาดทุนได้มีส่วนผลักดันให้การสร้างมาตรฐานบรรษัทภิบาลให้ขยายวงกว้างในภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการพยายามยกระดับและมาตรฐานต่างๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้หน่วยงานของตนเป็นที่สนใจของนักลงทุน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตลาดทุนไทยได้เข้าร่วมโครงการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านบรรษัทภิบาลของตลาดทุนไทย (CG-ROSCs) ของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2548 โดยใช้แนวการประเมินตามหลักการขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD) 6 หมวด ได้แก่

(1) นโยบายด้านบรรษัทภิบาล

(2) สิทธิของผู้ถือหุ้น

(3) การปฏิบัติของผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม

(4) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท

(5) การเปิดเผยข้อมูล

(6) บทบาทความรับผิดชอบของกรรมการบริษัท ซึ่งผลการสำรวจพบว่าคะแนนบรรษัทภิบาลของตลาดทุนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้แล้วถึงเกือบร้อยละ 70 และไม่มีข้อใดที่ตกเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งมักจะให้น้ำหนักกับเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกลงทุนในประเทศต่างๆ ดังนั้นตลาดทุนถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญที่จะผลักดันและส่งเสริมบรรษัทภิบาลที่ดีให้กับระบบเศรษฐกิจ ผ่านกลไกการจัดสรร กำกับดูแลตรวจสอบ และควบคุมการใช้ทรัพยากรของภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่านักลงทุนทั่วไปได้กระทำที่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทั้งการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) และการสร้างราคาหลักทรัพย์ หรือการปั่นหุ้น (Market Manipulation) ซึ่งการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวนอกจากจะลดความน่าเชื่อถือของตลาดทุนแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ครับ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่