
เปิดรายงานสนช. ดันเลือกนายกฯตรง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปทั้งเรื่องโครงสร้างทางการเมืองและด้านอื่นๆ กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ล่าสุด คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้จัดทำรายงานการรวบรวมความคิดเห็น สนช.เพื่อให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้ประกอบการพิจารณาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
กมธ.การเมือง ได้สรุปข้อคิดเห็นไว้ 3 ส่วน อาทิ ด้านการเมือง ซึ่งมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีโครงสร้างอำนาจประกอบด้วย อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ทั้งนี้ อำนาจทั้งสามฝ่าย ทำหน้าที่คอยถ่วงดุลกันและกันซึ่งจากการศึกษาเห็นควรให้แบ่งแยกทั้งสามอำนาจออกจากกันอย่างเด็ดขาดชัดเจน โดยที่มาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รูปแบบรัฐสภา ที่มาของ สส.และ สว. คุณสมบัติของนักการเมือง จะต้องมีกลไกตรวจสอบและขจัดทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับควบคุมการใช้อำนาจเป็นไปเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน
ในส่วนที่มาของ ครม. คือ 1.ให้ผู้จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมกันตั้งคณะบุคคลแล้วจัดทำบัญรายชื่อมีจำนวนไม่เกิน 2 เท่าของ ครม. จะสมัครในนามพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ 2.ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง มีหมายเลขเดียว และเลือกได้เพียงหมายเลขเดียว
3.คณะบุคคลได้คะแนนเกิน 35% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนถือว่าได้รับเลือกตั้ง ถ้ามีหลายคณะบุคคลให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้ง หากคณะบุคคลคะแนนไม่ถึง 35% ให้นำคณะบุคคลที่ได้คะแนนสูงสุดและรองลงมา เลือกอีกครั้ง คณะบุคคลใดได้คะแนนสูงสุดถือว่าชนะเลือกตั้ง
4.ให้จัดตั้งหรือปรับ ครม.จากบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้ง รวมทั้งสามารถดำรงตำแหน่งได้วาระ 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดคุณสมบัติของบุคคลและคณะบุคคลที่มาสมัครนายกฯ และรัฐมนตรี ให้เหมาะสมและเพียงพอแก่การดำรงตำแหน่ง ควรกำหนดนโยบายหาเสียงชัดเจน ปฏิบัติได้จริง รวมถึงสามารถระบุที่มาที่ไปของงบประมาณได้ เพื่อประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา
สำหรับการเลือกตั้ง ครม.โดยตรงอาจก่อให้เกิดปัญหาการถ่วงดุลกับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี การเสนอ พ.ร.บ.การพิจารณาแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับการปกครองท้องถิ่น
สำหรับที่ของ สว.คือให้มีสองแบบเช่นเดิมโดยมีวาระดำรงตำแหน่งได้ 6 ปี โดยคุณสมบัติ สว.เลือกตั้ง ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือ สส.
ขณะที่ สว.ที่แต่งตั้ง กำหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือก ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาศาลฎีกา และต้องมาจากตัวแทนหลากหลายกลุ่มอาชีพ
ด้านคุณสมบัตินักการเมือง ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ โดย สส.มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี สว.ไม่ต่ำกว่า 40 ปี จบปริญญาตรีขึ้นไป และมีประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคม
กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน เสนอว่า ควรมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไม่ให้นักการเมืองที่เคยต้องคำพิพากษา หรือมีการกระทำทุจริตประพฤติมิชอบเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ต้องมีกลไกในการเอาผิดได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภายหลังจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้วก็ตาม แต่จะต้องรับโทษเช่นเดียวกัน เช่น ไม่กำหนดอายุความในคดีทุจริตหรือสร้างความเสียหายให้แก่รัฐ หรือกำหนดอายุความสูงสุดเท่าที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ และบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรี ต้องไม่มาจาก สส.และ สว.ในขณะนั้น ส่วนนายกฯ สามารถมาจาก สส. สว.หรือบุคคลภายนอกก็ได้
ขณะที่ในส่วน สว.ไม่ควรมีอำนาจถอดถอนออกจากตำแหน่ง โดยให้เป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากผลการดำเนินงานขององค์กรอิสระในด้านการตรวจสอบขาดผลงานที่เป็นรูปธรรม จึงควรมีการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและลงโทษเอาผิดกับบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะ และมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาด เช่น ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ
คณะ กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ เสนอให้ สว.ควรมาจากการเลือกตั้งในลักษณะบัญชีรายชื่อ โดยแบ่ง 5 กลุ่มวิชาชีพ คือ ภาครัฐ เอกชน วิชาการ วิชาชีพ และอื่นๆ ขณะที่ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร หัวคะแนน และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล
นอกจากนี้ ยังเห็นควรโอนกิจการทั้งหมดของศาลรัฐธรรมนูญไปสังกัดเป็นแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม เพราะเมื่อพิจารณาถึงอำนาจพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญล้วนแต่อาศัยอำนาจตุลาการ ซึ่งที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นถูกวิจารณ์อย่างหนัก







