
สินค้าโภคภัณฑ์ทรุด สัญญาณร้ายฉุดศก.โลก
ราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งเหวลงทุกวันนับตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา และมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปีหน้า
โดย...เลอลักษณ์ ขันกสิธรรม
ราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งเหวลงทุกวันนับตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา และมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปีหน้า ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันเริ่มกังวลว่า ราคาน้ำมันที่ทรุดตัวต่ำลงราว 40% จากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ดิ่งลงตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่าหากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทรุดตัว เท่ากับปิดโอกาสที่จะเห็นสัญญาณเชิงบวกในการฟื้นตัวกลับมาของเศรษฐกิจโลกในปี 2015 เลยทีเดียว
สินค้าโภคภัณฑ์เป็นคำจำกัดความของสินค้าที่ใช้สำหรับอุปโภคหรือบริโภค ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตสินค้าต่างๆ แบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ 1) สินค้าประเภทพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น 2) สินค้าประเภทโลหะ หมายรวมถึงโลหะมีค่า อาทิ ทองคำ เงิน และทองคำขาว และโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตด้วย เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี และอะลูมิเนียม เป็นต้น 3) สินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ด้วย
ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2014 ถือได้ว่าเป็นช่วงขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของโลกอย่างน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ โดยราคาน้ำมันดิบเบาตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ราคาแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ระดับ 60-65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ช่วงต้นเดือน ธ.ค. เริ่มปรับตัวลดลงอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) คาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันดิบทั่วโลกของปี 2015 จะลดลงไปอยู่ที่ 28.9 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี กอปรกับข้อมูลจากสำนักสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ที่ประเมินว่ากำลังการผลิตของสหรัฐในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นราว 3 แสนบาร์เรล จากปัจจุบัน หรือสามารถผลิตน้ำมันได้วันละ 9.3 ล้านบาร์เรลทีเดียว
พลังงานเชื้อเพลิงดังกล่าวถือเป็นต้นทุนสำคัญประการหนึ่งในการกำหนดราคาสินค้าและบริการต่างๆ สำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นเสมือนดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะราคาน้ำมันโลกที่ขยับตัวต่ำลงในอดีต มักจะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ส่งผลให้ระดับเงินเฟ้อและกำลังซื้อในระยะยาวทรุดตัวลงในทิศทางเดียวกัน ภาคการผลิตและการสั่งซื้อก็จะเริ่มลดลง เกิดสงครามราคาเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น กลายเป็นวงจรเศรษฐกิจที่หมุนไปสู่ความเสี่ยงของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
หากสถานการณ์ราคาน้ำมันในปี 2015 ยังคงมีแนวโน้มทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ก็จะฉุดให้ตลาดโลหะมีค่า โดยเฉพาะทองคำ ผันผวนไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย แม้ราคาทองคำโดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุน ทว่าราคาน้ำมันที่ปรับทรุดตัวลงแรง ส่งผลกระทบให้ภาวะเงินเฟ้อในหลายเขตเศรษฐกิจสำคัญของโลก ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำใกล้ศูนย์ ต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืดคุกคาม เมื่อระดับเงินเฟ้อต่ำก็ทำให้นักลงทุนไม่สนใจเข้าไปเก็งกำไรในตลาดทองคำหรือโลหะมีค่าอื่นๆ มากนัก
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ตลาดทองคำน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า จากสาเหตุการอัดฉีดเม็ดเงินขนานใหญ่ผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายประเทศ ที่สภาพเศรษฐกิจขยายตัวอย่างเชื่องช้า ทั้งจีน ญี่ปุ่น และยูโรโซน ทว่าความผันผวน ของราคาน้ำมันและปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ รวมถึงการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ก็ยังเป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้ราคาทองคำและเงิน รวมถึงโลหะมีค่าอื่นๆ อาจจะไม่พุ่งขึ้นสูงอย่างที่นักเก็งกำไรคาดหวังในปีหน้า
สอดคล้องกับราคาโลหะอุตสาหกรรม อาทิ ทองแดง เหล็ก นิกเกิล ที่มีแนวโน้มราคาดิ่งลงอย่างมาก เนื่องจากอุปสงค์ที่ร่วงลงแรงทั่วโลก จากเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอในทุกภูมิภาค และอุปทานส่วนเกินที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการลดลง ฉุดให้ราคาโลหะที่ใช้ในภาคการผลิตตกฮวบ เห็นชัดเจนจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้างวดส่งมอบอีก 3 เดือน ในตลาดโลหะลอนดอน (แอลเอ็มอี) ปิดวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา พบว่าราคาปิดของโลหะเกือบทุกชนิดทรุดตัวลงที่ระดับ 0.2-0.5% อันเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าอุปสงค์ทั่วโลกยังไม่ฟื้น และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่อาจหลุดพ้นภาวะการชะลอตัว
สำหรับภาคเกษตรกรรมนั้น แม้ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรให้ต่ำลงได้ ทว่าในทางกลับกันราคาสินค้าเกษตรบางชนิดที่อิงราคาน้ำมัน อาทิ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ก็ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันด้วย โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ก็จะฉุดให้รายได้ของเกษตรกรปรับตัวลดลงมาด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่การบริโภคในภาคครัวเรือน หนึ่งในเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้หดตัวลง
นอกจากนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ยังสร้างความเสี่ยงแก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชที่นำมาใช้ในการแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมันด้วย เนื่องจากการเพาะปลูกต้องใช้เวลาและต้นทุนการผลิตมูลค่าสูง หากภาครัฐและเกษตรกรเอง ไม่สามารถปรับตัวล่วงหน้าให้ทันเหตุการณ์ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรและเงินในกระเป๋าประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดให้เศรษฐกิจแต่ละประเทศอ่อนแอลง
การปรับตัวลดลงของสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทพลังงาน แม้จะส่งผลดีในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจโลก จากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง ทว่าในระยะยาวแล้ว ราคาพลังงานที่ทรุดตัวลงกลับไปเพิ่มความเสี่ยงให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน และยังไปทุบเงินเฟ้อให้อ่อนตัวลงในระดับต่ำ จนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทรุดตัวลง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขาดแรงจูงใจในการลงทุน ราคาสินค้าเกษตรที่ร่วงลง ก็ยังกระทบภาคการเกษตรและรายได้ของประชาชน ภาคการบริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ชะลอตัวลงด้วย
ฉะนั้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่มีแนวโน้มไม่สู้ดีนักในขณะนี้ อาจจะเป็นภัยเงียบที่กำลังฉุดให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ยังไม่อาจพลิกฟื้นกลับมา แข็งแกร่งได้ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้







