
สปช.นัดถก15-17ธ.ค.หลังกมธ.ส่งความเห็นครบ
กมธ.สปช.ส่งความเห็นยกร่างรธน.ครบทุกคณะ เตรียมประชุมสปช.นัดถก 15-17ธ.ค.
กมธ.สปช.ส่งความเห็นยกร่างรธน.ครบทุกคณะ เตรียมประชุมสปช.นัดถก 15-17ธ.ค.
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 ด้านของสปช.ส่งข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญมาให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯครบหมดแล้ว หลังจากนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯจะรวบรวมข้อเสนอต่างๆส่งให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ในวันที่ 12 ธ.ค. เพื่อบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมสปช.ระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค.เปิดโอกาสให้สมาชิกสปช.ได้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ หากเรื่องใดที่สปช. มีความเห็นแย้งกับข้อเสนอของคณ ะกรรมาธิการปฏิรูปฯ ก็จะมีความเห็นประกอบของสปช.แนบท้ายไปกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 ด้าน ก่อนส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป
นายเสรีกล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรทำให้เกิดกระบวนการของคนที่จะมาอยู่ฝ่ายบริหารเข้าลงทุนผ่านกระบวนการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งเป็นระบบโควตา ใครมีส.ส.ในสังกัด 10 คน ได้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง และฝ่ายธุรกิจกลุ่มทุนจะเข้ามาออกทุนให้ผู้สมัครไปซื้อเสียงเพื่อให้มีส.ส.ในสังกัด ดังนั้นระบบที่ผ่านมา จึงได้เป็นรัฐบาลโดยผ่านจำนวนสส.ในสภา ทำให้เข้ามาในตำแหน่งบริหารแล้ว มีการถอนทุน และหาทุนเพื่อเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่หากแยกการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงออกมาจากการเลือกตั้งส.ส. จะทำให้การเลือกตั้งส.ส.ไม่มีนายทุนเข้ามาลงทุนซื้อเสียงให้ และควรกำหนดให้นายกฯมีวาระแค่ 3 ปี เป็นได้สองสมัย และนายกฯไม่มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรที่มีวาระ 4 ปี
ส่วนส.ส.ก็ไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมทั้งคนที่จะเป็นนายกฯต้องได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งก่อน เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นระบบประธานาธิบดี จึงจะดำรงตำแหน่งนายกฯได้ ส่วนหากคนใดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หากกระทำความผิดเกิดขึ้นให้ใช้ระบบถอดถอนออกจากตำแหน่ง โดยมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาฯ
ด้าน พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึงข้อเสนอการให้เลือกนายกรัฐมนตรี และครม.โดยตรงว่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีเลือกตั้งดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องนี้อยู่ จึงยังไม่รู้ว่า จะออกมาดีหรือไม่ดี แต่ส่วนตัวเห็นการการเลือกนายกรัฐมนตรีในระบบเดิมดีอยู่แล้ว ทั้งนี้การให้เลือกนายกรัฐมนตรีและครม.โดยตรงต้องผ่านทางให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอแล้วจะไปแก้ปัญหาการครอบงำของนายทุนพรรคได้อย่างไร ผลสุดท้ายแล้วจะมีการแข่งขันกันเพียงแค่สองพรรคใหญ่เท่านั้น ส่วนพรรคเล็กยิ่งหมดโอกาสเป็นครม. ยิ่งหากได้นายกรัฐมนตรี ครม. และส.ส.ที่มาจากพรรคเดียวกัน จะยิ่งไปเพิ่มความเข้มแข็ง มีพลังมากกว่าเดิม จะเป็นยิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภา หรือหากเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรี ครม. มาจากพรรคหนึ่ง แต่ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากอีกพรรคหนึ่ง ก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำงานมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เมื่อเข้าสู่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ข้อเสนอดังกล่าวไม่น่าจะผ่านความเห็นชอบ







