
ออมสินอ่วมถูกสั่งอุ้มนโยบายรัฐ
งานเข้าตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน สำหรับ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ที่ได้ฤกษ์เข้าทำงานวันแรก 15 ธ.ค. 2557 นี้
งานเข้าตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน สำหรับ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ที่ได้ฤกษ์เข้าทำงานวันแรก 15 ธ.ค. 2557 นี้
งานเข้าเพราะเจอ สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ประธานคณะกรรมการธนาคารออมสิน สั่งงานชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยก่อนจะเข้าทำงาน
แน่นอนว่า ธนาคารออมสินมีภารกิจหลักตามกฎหมายจัดตั้งคือ เป็นสถาบันการเงินเพื่อการออมของคนทั้งประเทศ ต้องเน้นปล่อยกู้รายย่อยผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ไม่ปล่อยกู้ให้ลูกค้ารายใหญ่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ และเกิดเป็นปัญหาหนี้เสียเหมือนในอดีต รวมทั้งไม่ปล่อยกู้แข่งกับแบงก์รัฐด้วยกันเอง ทั้งการปล่อยกู้ซื้อบ้านที่มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ทำอยู่แล้ว หรือปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ รับภาระอยู่
อย่างไรก็ตาม ธนาคารออมสินก็หนีไม่พ้นภารกิจสำคัญอีกด้าน คือการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ต้องการให้ธนาคารออมสินขับเคลื่อนเป็นการด่วนและให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง
อันดับแรกที่เป็นเรื่องร้อนของธนาคารออมสิน คือการทำโครงการพักหนี้ให้กับประชาชน ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการมานาน แต่กระทรวงการคลังยังไม่สามารถขับเคลื่อนออกมาเป็นมาตรการทางปฏิบัติได้
ที่ผ่านมามีการพักหนี้เกษตร โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่คลังไม่ต้องการให้มีการพักหนี้เกษตรกร เพราะเท่ากับย่ำนโยบายของรัฐบาลก่อน ทำให้รัฐบาลนี้ถูกมองว่าหนีเงารัฐบาลที่ผ่านมาไม่พ้น
ดังนั้น จึงมีการคิดพักหนี้ให้กับประชาชนฐานรากที่ไม่ใช่เป็นกลุ่มเกษตรกร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหนีไม่พ้นลูกหนี้ของธนาคารออมสินส่งผลให้ธนาคารออมสินถูกดึงให้มาทำโครงการพักหนี้ให้กับลูกหนี้รายได้น้อยโดยปริยาย
แม้ว่าการพักหนี้ให้กับลูกหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าจะพักหนี้ลูกหนี้ที่มีหนี้วงเงินเท่าไหร่ ระยะเวลานานแค่ไหน ก็เดินโครงการได้แล้ว
แต่ปัญหาที่จะตามมาเป็นพรวน ทั้งกับตัวลูกหนี้ ธนาคารออมสิน และแม้แต่กับรัฐบาลเอง คือ ลูกหนี้ของธนาคารออมสินที่เข้าโครงการพักหนี้จะมีประวัติเสียทันที จากที่เคยเป็นลูกหนี้ดีก็จะกลายเป็นลูกหนี้เสีย ทำให้การกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่นมีปัญหาได้
ในแง่ธนาคารออมสินเอง ที่เคยมีลูกหนี้ที่ดีก็จะกลายเป็นหนี้เสีย ต้องกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อฐานะธนาคารจากแข็งแรงก็จะกลายเป็นอ่อนยวบลง ขณะที่รัฐบาลก็ต้องมีภาระจ่ายชดเชยดอกเบี้ยที่ธนาคารออมสินไม่ได้รับจากลูกหนี้ กลายเป็นภาระกับการเงินการคลังของประเทศมากขึ้น ซ้ำเติมช่วงที่เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ทำให้รัฐบาลมีปัญหาการบริหารงบประมาณมากขึ้น
ดังนั้น การที่ธนาคารออมสินจะสานฝันรัฐบาล ทำโครงการพักหนี้ลูกหนี้รายย่อยคงต้องคิดกันหลายตลบ เพราะผลกระทบที่ตามมาเห็นแล้วก็หนาวๆ ร้อนๆ
นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังต้องเข้าร่วมวงแก้ปัญหาหนี้นอกระบบตามนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาจากหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 80% ของจีดีพี และหนี้ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยเป็นหนี้นอกระบบที่ต้องการให้ธนาคารออมสินเข้าไปแก้ไขเป็นการด่วน
แนวทางที่ธนาคารออมสินวางไว้คือ จะปิดโต๊ะตามสาขาทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อรับเรื่องจากผู้เป็นหนี้นอกระบบ แล้วพิจารณาให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนชำระได้นาน เพื่อให้ลูกหนี้นำเงินกู้ที่ได้ไปใช้หนี้นอกระบบ โดยผู้อำนวยการคนใหม่ต้องมาตัดสินใจเรื่องเงื่อนไขรายละเอียดว่าจะปล่อยกู้รายละเท่าไหร่ ให้กู้นานแค่ไหน
แต่ไม่ว่าเงื่อนไขจะออกมาอย่างไร ธนาคารออมสินก็เหนื่อย เพราะการแก้หนี้นอกระบบไม่ใช่เรื่องง่าย การพิจารณาลูกหนี้ยากลำบาก ที่สำคัญหนี้สินจำนวนมากเกิดจากการพนัน จากการกินดื่ม ไม่ได้เป็นหนี้ที่นำไปใช้เพื่อทำมาหากิน ธนาคารจึงต้องคิดหนักว่าจะปล่อยกู้ให้ลูกหนี้นอกระบบกลุ่มนี้หรือไม่ หากปล่อยกู้ก็ต้องยอมรับความเสี่ยง เกิดหนี้เสียขึ้นในไม่ช้า
จากประสบการณ์การแก้ไขหนี้นอกระบบของธนาคารออมสินที่ผ่านมาพบว่า เมื่อลูกหนี้ได้เงินกู้ไปใช้หนี้นอกระบบแล้ว ก็จะกลับเป็นหนี้นอกระบบอีกในเวลาไม่นาน ทำให้มีภาระหนี้เพิ่มเป็นสองเท่าโดยปริยาย และเกิดปัญหามีรายได้ไม่พอชำระหนี้ทั้งในและนอกระบบไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลดูเหมือนไม่มีทางเลือกอื่น เพราะการใช้ธนาคารออมสินลุยแก้หนี้นอกระบบนั้นสามารถทำได้ทันที เพราะมีกำลังคน เครื่องมือ พร้อม แต่ปัญหาคือความเสี่ยงในการปล่อยกู้ที่บริหารได้ยาก เพราะหากเข้มงวดในการปล่อยกู้มาก ก็จะปล่อยกู้ได้น้อยกลายเป็นว่า นโยบายของรัฐบาลล้มเหลว
ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินยังมีภารกิจต้องอุ้มโครงการนาโนไฟแนนซ์ของรัฐบาล เพื่อมาปล่อยกู้แก้หนี้นอกระบบอีก เพราะคงไม่มีเอกชนหรือธนาคารพาณิชย์ใดสนใจปล่อยกู้ ภาระหนักจึงตกอยู่กับธนาคารออมสิน จากเดิมที่การปล่อยกู้เพื่อการทำอาชีพ โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ต้องมาปล่อยกู้นาโนไฟแนนซ์แบบไม่มีหลักประกัน แน่นอนมีโอกาสเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ธนาคารออมสินต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสในการสนองนโยบายรัฐบาลและเป็นการพิสูจน์ฝีมือของผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ไปในตัวว่าจะบริหารนโยบายเผือกร้อนของรัฐบาลได้อย่างไรให้ถูกใจผู้มีอำนาจ โดยที่ธนาคารออมสินได้รับความเสียหาย หรือเจ็บตัวน้อยที่สุด







