posttoday
พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

11 ธันวาคม 2557

ผมได้รับเชิญไปร่วมงานโพสต์ทูเดย์ฟอรั่ม เรื่อง “เศรษฐกิจดิจิตอล พลิกโฉมประเทศไทย” เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา สายวันนั้นผมติดภารกิจสำคัญอีกที่หนึ่ง แต่ก็หาเวลาไปร่วมงานในช่วงเช้า เพราะผู้จัดโฆษณาไว้ว่าจะมีการเสนอแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ประกอบกับผมอยากฟังคำกล่าวเปิดงานของนายกรัฐมนตรี เพื่อประมวลความรู้สึกของผู้นำรัฐบาลว่ามีความศรัทธาและมั่นใจในเรื่องนี้เพียงใด

ผมได้รับเชิญไปร่วมงานโพสต์ทูเดย์ฟอรั่ม เรื่อง “เศรษฐกิจดิจิตอล พลิกโฉมประเทศไทย” เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา สายวันนั้นผมติดภารกิจสำคัญอีกที่หนึ่ง แต่ก็หาเวลาไปร่วมงานในช่วงเช้า เพราะผู้จัดโฆษณาไว้ว่าจะมีการเสนอแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ประกอบกับผมอยากฟังคำกล่าวเปิดงานของนายกรัฐมนตรี เพื่อประมวลความรู้สึกของผู้นำรัฐบาลว่ามีความศรัทธาและมั่นใจในเรื่องนี้เพียงใด

เมื่อไปถึงบริเวณงาน ผมพบคนรู้จักมักคุ้นหลายคน มีคนช่วยพาผมไปลงทะเบียน ระหว่างนั้นผมมองหาแฟ้มเอกสารที่มักจะต้องมีแจกในทุกงานสัมมนา แต่ไม่เจอ ผมจึงเอ่ยปากขอจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีเอกสารแจก

ผมรู้สึกแปลกใจที่แผนปฏิบัติการไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะทำไม่ทันหรือเพิ่งคิดเสร็จ หากมองโลกในแง่ดี ทีมงานอาจต้องการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นดิจิทัล จึงเอาเนื้อหาขึ้นเว็บแทนการพิมพ์บนแผ่นกระดาษ ซึ่งถ้าจริงก็น่าเสียดายที่ไม่ประกาศให้ทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึง ทำให้เกิดความสับสน ผมตัดสินใจยกประโยชน์ให้จำเลย และตั้งความหวังว่าอาจมีมาตรการใหม่ๆ หรือประเด็นใหม่ๆ ให้คนฟังตื่นเต้น ถึงผมจะไม่สามารถอยู่ฟังจนจบ แต่ก็บอกตัวเองว่าจะรีบติดตามข่าวในทันทีที่มีโอกาส

ผมฟังสุนทรพจน์ยาวกว่าครึ่งชั่วโมงของนายกรัฐมนตรีด้วยความตั้งอกตั้งใจ ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่น้ำเสียงไม่ได้บอกว่าตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย เย็นวันนั้นเรื่อยไปจนถึงวันรุ่งขึ้น ผมสอดส่ายสายตาดูว่าเรื่องนี้จะเป็นข่าวใหญ่ในทีวีหรือในหน้าหนังสือพิมพ์หรือไม่ แต่ไม่ทราบผมมองข้ามอะไรไปหรือไม่ จึงเจอแต่ข่าวเล็กๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมรีบหาโพสต์ทูเดย์มาอ่าน เพราะมั่นใจว่าต้องรายงานโดยละเอียดจากการติดตามข่าวและสอบถามผู้อยู่ฟังสัมมนาหลายคน ผมสรุปว่ามีการเสนอโครงการและแนวคิดหลากหลาย เช่น จะลงทุนโครงข่ายใยแก้วนำแสงให้เข้าถึงทุกครัวเรือนภายใน 3 ปี จะสร้างระบบบรอดแบนด์แห่งชาติให้เสร็จภายใน 2-3 ปี จะสร้างระบบเชื่อมต่อหรือเกทเวย์ จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับดิจิทัลคอนเทนต์ต่างๆ จะมีอีคอมเมิร์ซและอีกัฟเวอร์เมนต์ โดยทั้งหมดรัฐจะลงทุนเองบ้าง จะเริ่มต้นแล้วโยนต่อให้เอกชนบ้าง ตั้งกองทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บ้าง หรือบางเรื่องอาจต้องศึกษาต่อว่าจะให้ใครทำ

นอกจากนี้ จะผลักดันให้ประมูลระบบ 4จีให้สำเร็จในปีหน้า จะมีการคลอดกฎหมายใหม่ๆ ออกมาหลายฉบับ โดย 2 ฉบับแรกจะเป็นการตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับเรื่องเปลี่ยนชื่อกระทรวงไอซีทีเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อีกเรื่องที่พูดถึงคือ จะไม่ควบรวมบริษัท กสท โทรคมนาคม กับบริษัท ทีโอที แต่จะปรับโครงสร้างเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน จะมีการประสานกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ เช่นกระทรวงศึกษาฯ เพื่อให้ช่วยวางหลักสูตรกระทรวงอื่นๆ อีกหลายกระทรวงเพื่อให้หันมาใช้ระบบอีกัฟเวอร์เมนต์ เป็นต้น

ความสำเร็จของโครงการต่างๆ เหล่านี้ ล้วนต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งความรู้สึกของผมก็คงไม่ต่างจากผู้อยู่ฟังการสัมมนาส่วนใหญ่ว่ามันจะเกินอายุของรัฐบาลชุดนี้ไปมาก แต่ทีมวิทยากรก็บอกว่าเป็นการวางพื้นฐานสำหรับอนาคต รัฐบาลต่อๆ ไปถึงอย่างไรก็ต้องเดินหน้า หลายโครงการยังเริ่มไม่ได้ ต้องรอให้มีกฎหมายรองรับเสียก่อน ซึ่งก็จะทำให้ต้องเสียเวลาอีกอย่างน้อยหลายเดือน ในขณะที่อายุที่เหลือของรัฐบาลจะสั้นลงทุกลมหายใจเข้าออกในระหว่างนี้ เศรษฐกิจก็จะต้วมเตี้ยมต่อไป โดยประมาณการจีดีพีปีนี้ถูกลดทอนลงมาเป็นลำดับ ล่าสุดไม่ถึง 2% แล้ว ส่วนเป้าหมายปีหน้ายังคงอยู่ที่ 4%

บอกตรงๆ ว่าผมฟังแล้วรู้สึกค่อนข้างผิดหวัง และรู้สึกว่าไม่ใคร่มีอะไรใหม่ แม้จะมีการงัดศัพท์แสงไฮเทคออกมาใช้เป็นจำนวนมาก แต่แนวคิดเรื่องการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจก็ เป็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลนี้พูดถึงมานานแล้ว อย่าลืมว่าพวกนั้นเขาเติบโตขึ้นมากับธุรกิจนี้ ผมเป็นห่วงแทนว่า พอรัฐบาลนี้หมดอำนาจลง หรือตัวท่านพ้นจาก หน้าที่ไปแล้ว กลุ่มใหม่ที่มาแทนจะรื้อหรือโละเรื่องพวกนี้ทิ้ง หรือปล่อยให้เลือนหายไปจนไม่เหลือร่องรอยของผลงานในอดีต

ผมมีเรื่องอยากจะแนะนำเพิ่มเติม ดังนี้

หนึ่ง อย่าเปลี่ยนชื่อกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากชื่อที่เป็นมาตรฐานและคนรู้จักอยู่แล้ว ไปเป็นชื่อที่มีมาตรฐานน้อยลง เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ยังอาจทำให้เกิดความสับสนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีต่างประเทศการเปลี่ยนชื่อทำให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ต้องพิมพ์นามบัตรใหม่ หัวกระดาษใหม่ ต้องแจ้งคู่สัญญาและคู่สนทนาต่างๆ รวมทั้งต้องคอยตอบคำถามชาวต่างประเทศด้วย ที่จะทำให้เลวร้ายหนักขึ้นคือ รัฐบาลในอนาคตอาจจะไม่ชอบใจชื่อนี้ และตัดสินใจเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมหรือชื่ออื่นที่โดนใจมากกว่า ซึ่งจะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นผลเสียกับส่วนรวมมากกว่าผลดี

สอง เรื่องเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่รัฐควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เกินกว่าที่ระบบราชการจะตามทัน แนวทางที่ถูกต้องหากต้องการให้เทคโนโลยีมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น คือ การเปิดเสรีให้มีจำนวนผู้ประกอบการหลายราย จะได้เกิดการแข่งขันแทนการฮั้วกัน ประเด็นที่ควรทำแต่อาจทำได้ไม่ง่ายนักคือ การเก็บภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมจาก
ผู้ให้บริการทางด้านนี้ให้น้อยลง เพื่อที่ราคาค่าบริการจะได้ถูกลง ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงมากขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ คือเรื่อง 3จี กับ 4จี แทนที่จะมี กสทช. และการประมูล หากเราเปิดเสรีแต่ต้น คนไทยคงมี 3จี กับ 4จี ใช้นานแล้ว ไม่ควรจะรั้งท้ายประเทศเพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศ รวมทั้งค่าบริการอาจถูกกว่าระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก และที่อาจจะสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจไม่ต้องมาเสียเวลาคิดและวางแผนเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลให้เปลืองสมอง

สาม ควรหันไปคิดหาวิธีการทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือเติบโตเร็วขึ้นภายในอายุของรัฐบาลนี้ แทนการพยายามวางพื้นฐานให้กับรัฐบาลหน้าแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลในอนาคตจะชื่นชมสิ่งที่ทีมนี้ทำไว้ให้หรือไม่

เรื่องสุดท้าย ควรลดภาพความขัดแย้งภายในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ให้ได้เสียก่อน เพราะเห็นได้ชัดจากนโยบายที่ไปกันคนละทางของบางกระทรวง หากภายในรัฐบาลเดียวกันยังต่างคนต่างเดิน จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่