posttoday
การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์กับเศรษฐกิจของประเทศ

การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์กับเศรษฐกิจของประเทศ

10 ธันวาคม 2557

ถ้าพูดเรื่องการส่งออกตกต่ำ อัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยมาก คนทั่วๆ ไปก็จะเข้าใจ เนื่องจากเรื่องพวกนี้มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นข่าว หรือเป็นหัวข้อสนทนากันเป็นประจำ แถมยังเป็นเรื่องที่มองเห็นได้ชัดแทบจะเป็นรูปธรรม หรือไม่ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจชัดเจน หรือแม้แต่เมื่อพูดถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย ก็ยังชักนำให้คนทั่วไปเห็นดีเห็นงามไปได้ แม้จะไม่เห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม แต่เลือดรักชาติเข้มข้น เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ขอหวงไว้ก่อน

ถ้าพูดเรื่องการส่งออกตกต่ำ อัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยมาก คนทั่วๆ ไปก็จะเข้าใจ เนื่องจากเรื่องพวกนี้มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นข่าว หรือเป็นหัวข้อสนทนากันเป็นประจำ แถมยังเป็นเรื่องที่มองเห็นได้ชัดแทบจะเป็นรูปธรรม หรือไม่ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจชัดเจน หรือแม้แต่เมื่อพูดถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย ก็ยังชักนำให้คนทั่วไปเห็นดีเห็นงามไปได้ แม้จะไม่เห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม แต่เลือดรักชาติเข้มข้น เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ขอหวงไว้ก่อน

แต่พอพูดถึงเรื่องการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ว่ามีความสำคัญต่อการลงทุน การผลิต การแข่งขันของไทยในตลาดโลก และผลกระทบสุดท้ายก็คือเศรษฐกิจของประเทศ คนจะเริ่มไขว้เขว สับสน และมีข้อโต้แย้ง เช่น หากต้องสนับสนุนการวิจัย ทำไมต้องวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ทำไมไม่วิจัยทางสังคม หรือทำไมต้องทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งที่ภูมิปัญญาไทยมีมากมาย การเอามาพัฒนาต่อยอดก็เป็นภูมิปัญญาไทยแล้ว

ข้อโต้แย้งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในความสำคัญของการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และที่หนักใจหรือเหนื่อยใจไปกว่านั้นก็คือ ความไม่เข้าใจเหล่านี้เกิดขึ้นในสภาปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนจะไม่ระบุให้ชัดเจนกว่านี้ แต่ที่มีความหนักใจหรือเหนื่อยใจก็เพราะสภาในปัจจุบันถือว่าได้มีการคัดสรรผู้มีความรู้ความสามารถเข้าไปนั่งทำงานให้ประเทศกัน ความรู้ทั่วไปหรือความตระหนัก (Awareness) น่าจะมีกันทุกคน หลายกรรมาธิการจึงมีการเชิญผู้มีความรู้เฉพาะด้านมาบรรยายให้ฟัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคำถามเหล่านี้เกิดขึ้น

ผู้เขียนจึงคิดว่าน่าจะยกตัวอย่างบางประเทศที่เขาให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ว่ามีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ใกล้ๆ บ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง เช่น ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งพยายามดึงเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเข้ามาในประเทศอย่างมาก มีโครงการจูงใจต่างๆ มากมาย เช่น โครงการจูงใจทางด้านภาษีที่เป็นเนื้อเป็นหนัง คือ ลดภาษีรายได้ให้กับบริษัทที่ทำการวิจัยถึง 400-500%

แต่ที่น่าสนใจมากคือ สหรัฐที่แม้จะเป็นประเทศใหญ่ มีการลงทุนในการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง แต่ขณะเดียวกันกลับยังมีความช่วยเหลือให้กับ SME ของตนในเรื่องการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมควบคู่กันไป และ SME เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างไม่น่าเชื่อ หลายท่านคงทราบเรื่องกฎหมายที่ชื่อ ไบโด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ปลดล็อกความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โดยให้หน่วยงานที่ทำการวิจัย เช่น มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าของผลงานที่ตัวเองวิจัยได้ เพื่อที่จะนำไปพัฒนาและบริหารจัดการต่อไป แทนที่จะปล่อยผลงานให้อยู่ในมือของผู้ให้ทุนแล้วก็ขึ้นหิ้งไปในที่สุด

หลังจากกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ได้มีการตั้งบริษัทขึ้นใหม่ถึง 5,000 บริษัท เพื่อนำผลการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไปพัฒนาต่อยอดจนเป็นสินค้าเข้าสู่ตลาด หรือเท่ากับมีการตั้งบริษัทขึ้น 1.6 บริษัท/วัน และรายได้ที่เกิดขึ้นจากการที่มหาวิทยาลัยวิจัย ทำสัญญาโอนเทคโนโลยีหรืออนุญาตให้สิทธิทางเทคโนโลยีมีเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐ มีการผลิตสินค้าใหม่ๆ ขึ้นประมาณ 6,000 ชิ้น/ปี และที่สำคัญก็คือ ในที่สุดได้มีการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นในสหรัฐ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพที่ทำให้สหรัฐเป็นผู้นำในด้านนี้จนถึงปัจจุบัน

การวิจัยทางด้านสังคมนั้น ยังเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็ควรที่จะเสริมส่วนที่ยังอ่อนด้อยเป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นช่องโหว่นี้จะเป็นส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และเลื่อนสถานะความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นไปอยู่ในระดับต้นๆ

มีใครทราบบ้างว่าคนไทยนั้นมีความสามารถในการวิจัยพัฒนาและการออกแบบไม่แพ้ต่างชาติ แต่ที่ยังขาดอยู่คือเงินทุนและการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งในรูปเงินทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาให้ไปจนถึงตลาด ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล แต่ก็จะมีผลตอบแทนซึ่งตกแก่เศรษฐกิจจำนวนมหาศาลเช่นกัน

มีใครทราบบ้างว่าบริษัทใหญ่ๆ เช่น ซีเกต ฮอนด้า และเวสเทิร์นดิจิตัล มีการมาตั้งหน่วยวิจัยในไทยแล้ว บริษัทเหล่านี้จ้างคนรุ่นหนุ่มสาว บางบริษัทอายุเฉลี่ยประมาณ 29 ปี เข้าทำงานจำนวนมาก บางบริษัทมีการลงทุนถึงเกือบ 2,000 ล้านบาทในประเทศไทย มีการซื้อของจาก SME ของไทยถึง 200 กว่าบริษัท ซึ่งสินค้าที่ SME ไทยส่งให้ต้องมีความละเอียดแม่นยำสูง บริษัทวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเหล่านี้ จะลงทุนอีก 4,000-5,000 ล้านบาท หากรัฐบาลสามารถสร้างแรงจูงใจในรูปแบบต่างๆ ให้เขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าไทยยังจะต้องมีการปรับปรุงเสริมสร้างโครงสร้างอีกมาก โดยเฉพาะการสร้างคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแน่นอนว่าเยาวชนของไทยที่จะเลือกเดินมาทางนี้จะมี Carrier Path รองรับ

แล้วก็จะได้เห็นว่าการสนับสนุนการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง ประเทศจะมีแต่ได้กับได้

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก