
เช็กกำลังแรงหนุน เลือกตั้งนายกฯตรง
ยังมีแรงผลักดันต่อเนื่องกับข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายท่ามกลางเสียงคัดค้านรุนแรงจากหลายฝั่งที่เรียงหน้าออกมาดักคอสกัดข้อเสนอนี้
ยังมีแรงผลักดันต่อเนื่องกับข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายท่ามกลางเสียงคัดค้านรุนแรงจากหลายฝั่งที่เรียงหน้าออกมาดักคอสกัดข้อเสนอนี้
จุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่สุดอยู่ที่คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งมีข้อสรุปข้อเสนอถึงกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
“ให้ประชาชนเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง โดยให้ผู้สมัครระบุชื่อนายกรัฐมนตรี และ ครม. ทั้งคณะตามที่กฎหมายกำหนด ผู้สมัครคณะรัฐมนตรีต้องเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรค ตามที่มีกฎหมายกำหนด
...หากปรากฏว่า การเลือกคณะรัฐมนตรีรอบแรกไม่มีผู้สมัครคณะใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้นำคณะที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งและอันดับสอง มาเลือกตั้งใหม่ภายในเวลาที่กำหนด”
ด้วยเหตุผลว่าระบบเลือกตั้งในปัจจุบันทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นระบาดรุนแรงนายกฯ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ค้ำจุนอำนาจให้ตัวเอง
ที่สำคัญยังขจัดระบบโควตาของกลุ่มการเมืองในพรรค หรือกลุ่มของพรรคร่วมรัฐบาลในการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ส่งผลให้การบริหารประเทศไม่ต่อเนื่อง
ระบบเลือกนายกฯ ให้ สส.เป็นผู้เลือกนั้นจะเป็นประโยชน์หาก สส.มาจากการเลือกตั้งที่ซื่อสัตย์สุจริต แต่หากมาจากการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงย่อมไม่เป็นผลดี อีกทั้งยังทำให้ประชาชนได้รู้ล่วงหน้าว่าใครจะเป็นนายกฯ และ ครม. เพื่อที่ประชาชนจะได้ร่วมตรวจสอบประวัติ
ยิ่งกว่านั้นยังมองไปถึงการแก้ปัญหาเรื่องการแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน
แนวคิดนี้มีเสียงสนับสนุนจากทั้งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ทำข้อเสนอถึง สปช. รวมทั้ง เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย สปช. ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง
ท่ามกลางเสียงคัดค้านแต่แรงผลักดันยังมีต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาเดินสายล็อบบี้ผลักดันเรื่องนี้อย่างหนัก
หากดูชื่อชั้นของ พล.อ.ยอดยุทธ ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา ทั้งในฐานะเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) เพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยได้รับความไว้วางใจเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ คสช.
แถมยังมาแรงแซงโค้งสุดท้ายปาดหน้า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม คว้าตั๋วนั่ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
เป้าหมายเรื่องนี้มองว่าจะเป็นการพยายามล้างบางการเมืองเก่า ซึ่งจะรองรับไปกับการวางระบบเลือกตั้งที่มีแนวคิดจะดึงระบบเยอรมนีมาใช้เพื่อสกัดการผูกขาดเสียงข้างมาก เกลี่ยคะแนนมายังพรรคเล็กๆ ให้เข้ามาถ่วงดุลอำนาจ รวมไปถึงการล็อกเกณฑ์คุณสมบัติที่ไม่ให้ผู้ติดคดีเข้ามาเล่นการเมือง
แต่ทว่าข้อเสนอนี้เรื่องเลือกนายกฯ ตรงยังยากจะผลักดันไปถึงจุดหมาย เมื่อหลายฝ่ายคัดค้านเพราะเห็นว่าหากนายกฯ มาจากการเลือกตั้งตรง จะทำให้มีอำนาจมากไปกลายเป็นดาบสองคมที่จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์มากกว่าแก้ปัญหา
แถมนี่ยังอาจดูสวนทางกับกระแสโลกที่หลายประเทศยังยกเลิกจนแทบไม่เหลือประเทศไหนใช้วิธีนี้แล้ว แต่ไทยกลับจะใช้วิธีนี้
ที่สำคัญเลือกตั้งนายกฯ ตรง ยังสุ่มเสี่ยงจะเข้าสู่ระบอบประธานาธิบดี ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ว่า หากนำระบบเลือกนายกฯ ตรงมาใช้ย่อมมีปัญหาในทางปฏิบัติหลายประการ โดยเฉพาะหากเลือกตั้งตรงแล้วได้นายกฯ ไม่มี สส.ในสังกัดมากพอ หากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลย่อมล้มได้ง่าย
ปัญหานี้ นิพิฏฐ์ มองว่าสอดรับกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ วิเคราะห์ว่าอาจเกิดปฏิวัติซ้อน เพราะหากเลือกตั้งนายกฯ ตรง รัฐบาลย่อมยากที่จะอยู่ได้ สุดท้ายคงหนีไม่พ้นการปฏิวัติซ้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าปฏิวัติซ้อนในช่วงนี้ เกิดหลังจากมีรัฐบาลใหม่แล้ว







