
ประสบการณ์ต้านโกง (ตอนที่ 2)
สัปดาห์ที่แล้วเราได้รับทราบประสบการณ์ที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาการทุจริตจากคุณ Gemma Aiolfi หัวหน้าศูนย์แนวร่วมปฏิบัติระหว่างประเทศ ของสถาบันธรรมาภิบาล Basel กันไปแล้ว อาทิตย์นี้จะพูดถึงประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญอีกสองท่าน
สัปดาห์ที่แล้วเราได้รับทราบประสบการณ์ที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาการทุจริตจากคุณ Gemma Aiolfi หัวหน้าศูนย์แนวร่วมปฏิบัติระหว่างประเทศ ของสถาบันธรรมาภิบาล Basel กันไปแล้ว อาทิตย์นี้จะพูดถึงประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญอีกสองท่าน
ดร. Jesus Estanislao ประธานสถาบันกรรมการบริษัทฟิลิปปินส์ ได้เล่าถึงสถานการณ์การคอร์รัปชั่นในประเทศฟิลิปปินส์ว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมากในช่วงสามสี่ปีมานี้ โดยบอกว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากการที่ผู้นำประเทศคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น
เขายอมรับว่าประเทศฟิลิปปินส์มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างหนัก แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการดำเนินการอย่างรุนแรงเพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิด เขาบอกว่ามีผู้นำระดับสูงของรัฐบาลจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชั่น ยกตัวอย่างเช่น อดีตประธานาธิบดีสองคนถูกจำคุก ในขณะที่อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาถูกถอดถอนจากข้อหาคอร์รัปชั่น วุฒิสมาชิกอีกสามคนอยู่ระหว่างการถูกควบคุมตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นอดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งไม่ใช่แค่ฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุจริตในภาคเอกชนก็ถูกดำเนินคดีและถูกตัดสินให้จำคุกด้วยเช่นกัน
ดร. Jesus บอกว่า การทุจริตในประเทศฟิลิปปินส์นั้นทำกันอย่างเป็นระบบ ทางภาครัฐเข้าใจปัญหา และกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไข ทั้งนี้การที่กระแสความนิยมประธานาธิบดีคนปัจจุบันค่อนข้างสูงส่วนหนี่งน่าจะมาจากความจริงจังในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
ดร. Jesus เล่าให้ฟังต่อว่า ขบวนการต่อต้านทุจริตในฟิลิปปินส์นั้น มีการดำเนินการควบคู่กันไปอย่างครบวงจรในห้าด้านด้วยกัน ได้แก่ 1) ภาคธุรกิจเอกชน คือ การส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) และ Integrity Pact 2) หน่วยงานภาครัฐ คือ การส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภาครัฐ (Public Governance) 3) รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทางรัฐบาลฟิลิปปินส์เพิ่งผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีของรัฐวิสาหกิจ 4) ระบบการศึกษา ได้แก่การส่งเสริมจริยธรรมในสถาบันการศึกษา และ 5) การส่งเสริมจริยธรรมในระดับครอบครัว
นอกจากส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภาคเอกชนแล้ว สถาบันของ ดร. Jesus ยังมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการที่ดีในหน่วยงานภาครัฐหลายๆ แห่งด้วย ซึ่งแนวทางหนึ่งที่เขาเสนอให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งดำเนินการก็คือการจัดตั้ง Multi-sector governance coalition ซึ่งเป็นการรวบรวมบุคลากรจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลควบคุมระบบการกำกับดูแลกิจการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้คำแนะนำ แต่มีอำนาจในการติดตามผลการดำเนินงาน และประเมินกระบวนการดำเนินการด้านต่างๆ อย่างเช่นการจัดซื้อจัดจ้างด้วย
นอกจากนี้ Coalition นี้ ยังสามารถนับเป็นกลไกป้องกันตัวเองของหน่วยงานภาครัฐได้ด้วย เพราะเมื่อหน่วยงานถูกโจมตีโดยสื่อมวลชนด้วยเรื่องต่างๆ ก็จะมีการสอบถามไปที่ Coalition ซึ่งหากเรื่องที่ถูกโจมตีเป็นจริงก็จะถูกยืนยัน แต่ถ้าไม่จริงก็จะได้รับการแก้ต่างโดย Coalition
ในส่วนของการพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภูมิภาคนั้น ดร. Jesus บอกว่า ASEAN CG Scorecard ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งที่เขาอยากเสนอก็คือ ควรจะมีการจัดทำกรอบของการกำกับดูแลกิจการที่เน้นไปที่ผลการปฏิบัติจริง (Performance-oriented corporate governance framework) ด้วย นั่นคือควรจะต้องมีการกำหนดเนื้อหาที่ชัดเจนของกลยุทธ์ของกิจการ แนวทางการกำกับดูแล ค่านิยมขององค์กรที่ประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดแจ้ง รวมถึงเป้าหมายการดำเนินงานซึ่งบริษัทตั้งเอาไว้ และความถี่ของการทบทวนเป้าหมายดังกล่าว
อีกประเด็นที่น่าสนใจที่ ดร. Jesus เล่าให้ฟังก็คือการนำคนรุ่นใหม่มาใช้เป็นหัวหอกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับองค์กรในภาครัฐ โดยเขาบอกว่าในแต่ละองค์กรจะมีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีความมุ่งมั่นในแนวทางของการกำกับดูแลกิจการที่ดี อายุยังไม่มาก และยังไม่ถูกกลืนเข้าไปในระบบราชการแบบดั้งเดิม สิ่งที่ต้องทำคือ คัดแยกคนเหล่านี้ออกมาเป็นทีมพิเศษ
ที่ฟิลิปปินส์ใช้ชื่อเรียกว่าทีม MARS ซึ่งทีมที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องใหญ่ อาจจะแค่ 5-12 คน ในแต่ละองค์กรก็พอ เมื่อคัดมาได้แล้วก็จัดให้คนเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม และรายงานขึ้นตรงกับหัวหน้าสูงสุดขององค์กรเพื่อทำหน้าที่ร่างแผนกลยุทธ์สำหรับองค์กร หลังจากนั้นก็เชิญตัวแทนจากภาคธุรกิจและประชาสังคมมาร่วมให้ความเห็นถึงสิ่งที่องค์กรต้องทำในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ก่อนที่จะกำหนดเป็นแผนกลยุทธ์สำหรับองค์กรอย่างเป็นทางการต่อไป
ดร. Jesus บอกอีกว่า เนื่องจากสมาชิกของทีม MARS นี้คือผู้ที่จะมาขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต ดังนั้นจึงต้องพยายามให้พวกเขาได้มีโอกาสเชื่อมโยงกับทีม MARS ขององค์กรอื่นด้วย
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







