posttoday
โค้งสุดท้ายเศรษฐกิจไทยปี 2557 และแนวโน้มปี 2558

โค้งสุดท้ายเศรษฐกิจไทยปี 2557 และแนวโน้มปี 2558

08 ธันวาคม 2557

ช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงัน (การขยายตัวร้อยละ 0.0) จากปัญหาทางการเมือง และไตรมาส 3 เริ่มขยับตัวเล็กน้อยโดยขยายตัวร้อยละ 0.6 ทำให้เฉลี่ย 3 ไตรมาสของปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2557 ได้รับผลจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งทิศทางของเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 และในปีหน้า 2558 เป็นประเด็นที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ครับ

ช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงัน (การขยายตัวร้อยละ 0.0) จากปัญหาทางการเมือง และไตรมาส 3 เริ่มขยับตัวเล็กน้อยโดยขยายตัวร้อยละ 0.6 ทำให้เฉลี่ย 3 ไตรมาสของปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2557 ได้รับผลจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งทิศทางของเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 และในปีหน้า 2558 เป็นประเด็นที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ครับ

ในไตรมาส 4 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นจาก 3 ไตรมาสแรก ทั้งด้านอุปสงค์ในประเทศและส่งออก แต่การปรับตัวจะเป็นลักษณะค่อยๆ ฟื้นตัว จากการวิเคราะห์โดย NIDA Macro Model คาดว่าในปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 1 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย.และ มิ.ย. ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2557 จะขยายตัวร้อยละ 1.8 และ 2.3 เนื่องจากการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นไปน้อยกว่าที่คาด เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2557 จะขยายตัวร้อยละ 1.2 และ 0.9 ตามลำดับ การฟื้นตัวในไตรมาส 4 จะเกิดขึ้นเนื่องจากมีฐานที่ต่ำในปี 2556 ส่วนการส่งออกแม้จะกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 4 แต่โดยรวมยังคงหดตัวร้อยละ -1.6 สำหรับปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการและร้อยละ -1 สำหรับมูลค่า
การส่งออกสินค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐ

ส่วนในปี 2558 NIDA Macro Forecast คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวร้อยละ 4.3 การฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2558 (คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.2 และ 9 ตามลำดับ) การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจากปีฐานที่ต่ำในปี 2557 นอกจากนี้การบริโภคสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ และการลงทุนในโครงการที่ชะลอมาจากปี 2557 ที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูงจะเลื่อนมาใช้จ่ายในปี 2558 ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐคาดว่าจะเห็นผลที่เพิ่มขึ้นจากปี 2557 อย่างชัดเจนเช่นกันโดยเฉพาะในรายจ่ายด้านการลงทุน โดยคาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 4.5 และ 12 ตามลำดับ ด้านการส่งออกคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากปี 2557 โดยปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.8 โดยมาจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ในขณะที่การส่งออกสินค้าในรูปเหรียญสหรัฐ น่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2 ตามการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้มูลค่าการส่งออกปรับในรูปเงินเหรียญสหรัฐมีการขยายตัวต่ำกว่าในรูปเงินบาท

ด้านการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวในอัตราสูงกว่าการส่งออก โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7 ตามการขยายตัวของการลงทุน และการชดเชยการนำเข้าที่หดตัวในปี 2557  ดังนั้นจึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558 น่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากปัจจัยหนุนดังกล่าว อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 4.3 นี้ยังคงต่ำกว่าการขยายตัวตามศักยภาพของประเทศและโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปีฐานที่ต่ำในปี 2557

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ปี 2557 คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ร้อยละ 1.9 และ 1.4 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพราะราคาน้ำมันในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ปรับตัวขึ้นไม่มาก และในไตรมาส 4 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ดัชนีราคาพลังงานในปี 2557 น่าจะปรับตัวขึ้นร้อยละ 2.1 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2553-2556 ซึ่งดัชนีราคาพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5

ส่วนในปี 2558 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 และ 1.6 ตามลำดับ ซึ่งแสดงถึงการชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2557 ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงมากจากการขยายตัวของการผลิตน้ำมันจากแหล่ง Shale oil แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะทยอยปรับโครงสร้างราคาพลังงานโดยลดการอุดหนุนราคาก๊าซ LPG และน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในไตรมาส 4 ซึ่งแนวโน้มราคาพลังงานที่ต่ำลงนี้น่าจะมีผลต่อเนื่องยังปี 2558 ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ลดการอุดหนุนลงได้ในช่วงต้นปี 2558 ต่อเนื่องจากปี 2557 โดยไม่ต้องกังวลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาสินค้า นอกจากนี้การลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนับว่าเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2558

เพราะนอกจากจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงและจะส่งผลต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินแล้ว ยังมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่น่าจะฟื้นตัวในปี 2558 เช่นกัน นอกจากนี้แนวโน้มนโยบายการเงินของไทยในช่วงเดือน ธ.ค. 2557 ถึงครึ่งแรกของปี 2558 น่าจะมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงได้ร้อยละ 0.25-0.5 เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2557-2558 ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอย่างชัดเจนจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มการลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะลดลงร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 1.75 ในช่วงเดือน ธ.ค. 2557 ถึงเดือน ม.ค. 2558 และลดลงเป็นร้อยละ 1.5 ภายในครึ่งแรกของปี 2558 โดยการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในปี 2559 หากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงนั้น

โดยสรุป จากผลการพยากรณ์เศรษฐกิจในปี 2557-2558 ที่กล่าวถึงข้างต้น เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการส่งออกที่ไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในอัตราที่สูงเหมือนกับอดีต แม้ว่าเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยุโรป ญี่ปุ่น  และจีน แต่โครงสร้างการส่งออกของไทยที่พึ่งพิงสินค้าที่มีความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง เช่น Hard disk ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการชะงักงันในการฟื้นตัวของการส่งออก นอกจากนี้การขาดการลงทุนทั้งในภาคเอกชนและรัฐบาลอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาที่มีความ
ไม่แน่นอนทางการเมืองสูงมีการเปลี่ยนรัฐบาลต่อเนื่อง ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การส่งออกในสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของไทยไม่สามารถขยายตัวได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่
ควรให้ความสำคัญ เพราะมีผลต่อศักยภาพการเติบโตของไทยในอนาคตครับ

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่