posttoday
2558 การเมืองไทยใต้ธง คสช.

2558 การเมืองไทยใต้ธง คสช.

07 ธันวาคม 2557

“คสช.เป็นอย่างไร การเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น”

“คสช.เป็นอย่างไร การเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น”

วันนี้ขอเบรกจริยะรัฐศาสตร์ที่จะต้องเขียนเป็นตอนที่ 6 ไว้ก่อน เพื่อมานำเสนอในเรื่องที่น่าสนใจ (แม้จะมีสาระน้อยกว่า) ในประเด็นที่คนทั่วไปอยากรู้ แม้จะเป็นไปในทำนอง “หมอดูคู่หมอเดา” นั่นก็คือการทำนายการเมืองไทยในปีหน้า 2558

ที่จำเป็น “ต้องเขียน” เรื่องนี้ ไม่ใช่ผู้เขียนอยากอวดภูมิความรู้หรือแสดงความ “วิเศษ” ในเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ “แควนขวับ” ทั้งที่เป็นลูกศิษย์ เพื่อนฝูง(ใหญ่) และท่านผู้อ่าน ได้คะยั้นคะยอขอร้องให้ “ลองวิเคราะห์” ดูบ้างสักเล็กน้อย เพื่อเป็น “นิทัศน์อุทาหรณ์” ว่ากันอย่างนั้นขึ้นต้นขอ “ปักธง” ระบุปลายทางที่การเมืองไทยจะต้องไปให้ถึง นั่นคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตามเวลาที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ โดยที่กูรูอย่างวิษณุ เครืองาม และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องเสร็จในเดือน ก.ย. 2558

2558 การเมืองไทยใต้ธง คสช.

 

รัฐธรรมนูญเกี่ยวพันกับความเป็น คสช.อยู่มาก

ประการแรก จะเป็นการพิสูจน์ว่า คสช. “แข็ง” จริงหรือไม่ เพราะเท่าที่ทุกท่านได้ติดตามการทำงานของ คสช. ดูเหมือนว่าคนที่ทำงานมากและเหนื่อยหนักที่สุดก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยที่เพื่อนพ้องน้องพี่ที่มาร่วมเรือลำเดียวกัน แม้จะไม่เอาอะไรมาราน้ำให้เป็นอุปสรรค แต่ก็ยินดีจะเป็น “ไอ้ห้อยไอ้โหน” เสียส่วนมาก อาจจะด้วยไม่อยาก “แย่งซีน” เอาเด่นเอาดังเหนือท่าน (ตามธรรมเนียมไทยๆ) หรือทำ “หงิมๆ หยิบชิ้นปลามัน” รอให้ท่านพลาดแล้วเราจะได้เข้าไปทำแทน (ตามธรรมเนียมไทยอีกนั่นแหละ) สรุปว่าถ้าท่านประยุทธ์แข็ง คสช.ทั้งคณะก็แข็ง

ประการต่อมา จะเป็นการบอกว่า คสช. “ใหญ่” จริงหรือเปล่า แม้ว่าในขณะนี้ “แม่น้ำ 5 สาย” จะเร่งกันทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ดูไม่เป็นเอกภาพ และต่างจาก คสช.ที่เป็นผู้คุมเกมโดยสิ้นเชิง เพราะท่านทั้งหลายทั้งใน สนช. สปช. และกรรมาธิการยกร่าง ต่างก็แข่งกันสร้างผลงานแสดงความเห็นกันอย่าง “กระฉูด” ยิ่งไปกว่านั้นยังมี “ห้วย หนอง คลอง และลำราง” อีกหลายร้อยหลายพันสายที่ใช้โอกาสนี้เข้ามา “โปะปะ” ความต้องการเข้าไปอีก จึงต้องรอดูคำขู่ของ คสช.ที่ว่า ถ้าเขียนไม่ดีตามที่ คสช.ต้องการก็จะโละและเขียนใหม่ให้หมดนั้น จะทำจริงหรือไม่

อีกประการหนึ่ง จะชี้ให้เห็นว่า คสช. “จริงใจ” แค่ไหน แม้ว่าที่ผ่านมาจะทำท่าขึงขัง ทั้งการปฏิบัติและประชาสัมพันธ์ (สังเกตการณ์ออกรายการของ พล.อ.ประยุทธ์ และความฮิตของเพลงประจำคณะ) เรื่องการคืนความสุขให้ประชาชน แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ประชาชนสับสนว่าจะเป็นไปดั่งว่า (คนไทยมีความสุขจริงๆ) ได้อย่างไร หลายคนหวั่นใจว่า ถ้า หนึ่ง คสช.แตกคอกัน (ตามทฤษฎีความขัดแย้งทางการเมืองมักจะเริ่มจากผู้นำและจบที่ผู้นำ) และสอง คสช.ทำงานแบบให้จบๆ ไปที (ตามทฤษฎีการบริหารราชการไทยที่เช้าชามเย็นชาม) คนไทยก็คงต้องอยู่กันไปแบบนี้

ใน 2 ข้อแรก เมื่อวิเคราะห์ตามสถานการณ์ดังที่ปรากฏก็พออนุมานได้ว่า คสช.ไม่น่าจะเข้มแข็งและยิ่งใหญ่จริง ส่วนข้อหลังที่ว่า คสช.จริงใจหรือไม่นั้นก็ยังอึมครึม เนื่องจากไม่มีใครสามารถไปนั่งอยู่ในใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ (ขอย้ำว่าขึ้นอยู่กับท่านนี้คนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว) โดยที่เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท่านจะทนทำงานอยู่จนถึงเดือน ก.ย. 2558 หรือไม่

ถ้าสมมติฐานของผู้เขียนที่วิเคราะห์ว่า คสช.ไม่แข็งและใหญ่จริงนั้น “เป็นจริง” สถานการณ์ทางการเมืองไทยก่อนเดือน ก.ย. 2558 น่าจะเป็นไปได้ต่างๆ นานา ดังนี้

ฉากที่หนึ่ง กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นไปอย่าง “ตะกุกตะกัก” เพราะทราบจากคนรู้จักหลายท่านที่อยู่ใน สนช. สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่าง ต่างก็ปฏิเสธพัลวันว่า “ไม่มีธง” จาก คสช. ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงก็แสดงว่า คสช. “ปล่อยเสรี” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปล่อยผี” ก็จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญนี้มีแต่ความสับสนเลอะเทอะ ที่สุดถ้า คสช.ไม่ออกมากำกับควบคุม ก็อาจจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่แย่มากๆ เป็นฉบับแรกของไทย เพราะจะเป็น “ยำรวมมิตร” ที่ใครคิดใส่อะไรก็ใส่เข้าไป ทั้งยังจะทำความสับสนที่จะเอาไปทำเวทีชี้แจงจนถึงถ้ามีการทำประชามติ (ถ้ามี)

ฉากที่สอง ในขั้นที่เอารัฐธรรมนูญไปเข้าเวทีประชาชนเพื่อทำความเข้าใจนี้เอง ก็คงจะมีเพียงประชาชน “จัดตั้ง” ของภาครัฐเท่านั้นที่ต้องเข้าร่วมด้วยความจำเป็น (และจำใจ) เพราะประชาชนในฝ่ายที่เขาต่อต้านรัฐประหารก็จะไม่เข้ามาร่วม รวมทั้งพันธมิตรที่เคยสนับสนุนทหารก็จะแสดงออกถึงความ “ท้อใจ” แล้วไม่ไปร่วมเพื่อแสดงความไม่ไว้ใจทหาร ที่สุดกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งหลายก็จะเป็นแค่ “ปาหี่” หรือพิธีการที่รองรับความชอบธรรมเหมือนเมื่อครั้งที่จัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ครั้งนี้จะแย่กว่าเพราะทหารคงไม่ยอมให้มีการทำประชามติ เพราะไม่อยากที่จะเสี่ยงกับกระแสคัดค้าน ทั้งจากคนที่ “ไม่เคย” ชอบทหาร กับคนที่ “เคย” ชอบทหารนั้น

ฉากที่สาม รัฐธรรมนูญที่ได้มาจากร้าน “ยำแซ่บ” จะออกรสจัดจ้านทันที เพราะจะส่งผลต่อการทำกฎหมายลูกหลายๆ ฉบับ ตั้งแต่กฎหมายเลือกตั้ง ไปจนถึงกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมต่างๆ ในที่สุดก็จะพัลวันพัลเกไปถึงการทำงานของระบบราชการและองค์กรอิสระ ที่อาจจะพากันยืนดูนิ่งๆ หรือรอให้การเมืองนั้น “นิ่ง” เสียก่อน นั่นก็คือคงจะใส่เกียร์ว่างกันไปก่อน เพื่อดูว่าใครจะมาบริหารประเทศหรือมีอำนาจต่อไป ซึ่งขณะนี้ก็มีการคาดเดาจนถึงขั้นพนันขันต่อกันแล้วว่า “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่เคยครองประเทศมาตั้งแต่ปี 2544 นั้นจะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมีระบบการเลือกตั้ง “พิสดาร” เพียงใด

ฉากสุดท้าย (ถ้าจะมีเพลง “ฉากสุดท้าย” ประกอบด้วยก็จะยิ่งดี เพราะมีเนื้อหาตรงกับความเป็นไปของการเมืองไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นอย่างมาก) ด้วยเหตุที่ คสช. “ถอดใจ” หรือพร้อมที่จะอ้างเอาเป็นเหตุเพื่อ “ล่าถอย” ปิดฉากของทหารออกไปเสียจากความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น การเมืองไทยก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ “อัตวินิบาตกรรม” ในปลายปี 2558 ดังที่มีหมอดูหลายสำนักได้ทำนายทายทักไว้ แต่ที่เป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ก็คือ เมื่อทหารออกไปก็จะเกิดสุญญากาศทางการเมือง แล้วนำไปสู่ยุค “ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างสู้” นั้นต่อไป

ผู้เขียนไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ร้าย จึงมีอีกทฤษฎีหนึ่งมานำเสนอ คือแม้ว่าคุณประยุทธ์จะถอยออกไปภายหลังการมีรัฐธรรมนูญใหม่ (ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ) แต่กรุงศรีอยุธยาก็ไม่สิ้นคนดี หากบ้านเมืองมีความวุ่นวายถึงขนาดนั้น ก็คงต้องมี “อัศวินขี่ม้าขาว” ออกมากอบกู้แน่ๆ

เจ้าของคอกก็เห็นๆ กันอยู่ในหมู่ คสช.นี่แหละ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน