
"ปรองดอง"เริ่มที่ใจ"บิ๊กตู่"วอนยึดวันพ่อจุดเริ่ม
นายกฯ บอก ปรองดอง เริ่มที่ใจ ขอทุกฝ่ายยึดฤกษ์ดีวันพ่อ 5 ธ.ค. เป็นจุดเริ่ม ก้าวข้ามขัดแย้ง วอนประชาชนเป็นกำลังใจให้รัฐบาล ทำงานปฏิรูปที่ยั่งยืน ยันไทยเหมือนเสือที่ย่อตัวพร้อมทะยานไปสู่อนาคต เร่งปราบทุจริต
นายกฯ บอก ปรองดอง เริ่มที่ใจ ขอทุกฝ่ายยึดฤกษ์ดีวันพ่อ 5 ธ.ค. เป็นจุดเริ่ม ก้าวข้ามขัดแย้ง วอนประชาชนเป็นกำลังใจให้รัฐบาล ทำงานปฏิรูปที่ยั่งยืน ยันไทยเหมือนเสือที่ย่อตัวพร้อมทะยานไปสู่อนาคต เร่งปราบทุจริต
วันที่ 6 ธ.ค. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินหน้าประเทศไทย ว่าในส่วนของการปฏิรูป ที่ผ่านมา ประเทศหนึ่งในอาเซียน ขอไม่กล่าวนาม ก็เคยยิ่งใหญ่ เคยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว วันนี้ก็ประสบภาวะเสื่อมถอยเหมือนกันในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เนื่องจากการนำนโยบายที่ผิดพลาด นำไปสู่การล้มเหลวในการบริหารราชการ(Failed State)
ประการแรก คือ “การขาดธรรมาภิบาล” เล่นพรรคเล่นพวก ขาดสมรรถนะในการบริหารประเทศ หรือสนใจเฉพาะนโยบายที่สร้างคะแนนนิยม ไม่เอาจริงเอาจังกับการวางรากฐานอนาคต ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเสื่อมถอย เศรษฐกิจหดตัว มีคนตกงาน เงินเฟ้อ การกู้ยืมเงินไปทำโครงการสำคัญไม่สามารถทำได้ ไม่สร้างรายได้ให้ประเทศ
ประการที่สอง คือ“ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน” ในทุกระดับ ไม่เว้นแม้แต่ในกระบวนการยุติธรรม จนทำให้กลายเป็นประเทศที่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากนักธุรกิจ นักลงทุน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ประการที่สาม คือ“การปฏิรูปประเทศ” นั้น ขาดความจริงใจ จริงจัง และทำให้ประเทศติดกับดักถาวร สถานการณ์ทุกมิตินั้น ไม่ได้รับการแก้ไข พัฒนา ทุกอย่างเหมือนเดิม หรือเลวร้ายกว่าเดิม สิ่งนั้นทำให้ประเทศล้มเหลว วันนี้ก็ต้องมาแก้ไขกันอีก
สำหรับประเทศไทย ตนคิดว่าเรายังไม่ถึงขั้นนั้น เราต้องรีบดำเนินการหยุดให้ได้ แต่เรื่องที่เป็นปัญหาคือเรื่องทุจริตผิดกฎหมาย ถ้าเราปล่อยปละละเลยกันต่อไป ไม่ทำให้ทุกอย่างมั่นคงแข็งแรงจะเกิด สูญญากาศแห่งอำนาจใหม่ในการบริหารประเทศ สำหรับปัญหาเศรษฐกิจ คสช.และรัฐบาล ก็มาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพ เตรียมความพร้อมในการที่จะทะยานออกไปในอนาคต
"วันนี้เราต้องเหมือนเสือที่กำลังย่อตัวอยู่ ก็พร้อมที่จะทะยานออกต่อไปในอนาคต ฉะนั้นทุกคนต้องคิดเหมือนกัน คือทำอย่างไรเราจะก้าวไปสู่อนาคตได้ ทำอย่างไรจะมีความพร้อม ทำอย่างไรจะไม่ผิดพลาดอีก นี่คือการปฏิรูป" นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า หลักการ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดบทเรียน 3 ประการที่ผมกล่าวไปแล้ว ทั้งในต่างประเทศก็มี ประเทศเราก็มีอยู่บ้างบางส่วน เกี่ยวข้องกัน บทเรียนข้อแรก ทำอย่างไรในการปฏิรูปนั้นต้องระวังการบริหารจัดการให้มีความรอบคอบ มีธรรมาภิบาล ในการวางแผนต้องยึดหลักการ วางรากฐานของอนาคต เยาวชนของเรา คนของเราในอนาคต อย่าไปทำอะไรฉาบฉวย คำนึงถึงความยั่งยืน ลดความขัดแย้ง อย่าเอาประเทศไปเสี่ยงภัย ไปต่อสู้กัน ไม่สร้างภาระให้ประเทศโดยไม่จำเป็น การพัฒนานั้นก็ต้องยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คือ “ความพอประมาณ” คือไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ไม่ให้ใครเดือดร้อน “ความมีเหตุผล” คือ การตกลงใจใด ๆ นั้น ต้องพิจารณาทุกเหตุที่เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งภายในภายนอก ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และ “ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี” คือ การเตรียมพร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยต้องมีการคาดการณ์อนาคต ประเมินความเสี่ยงไว้ด้วยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้องมี “ความรู้” และมี “คุณธรรม” ด้วย ในการที่จะเดินหน้าต่อไป
บทเรียนข้อที่สอง คือเรื่องของการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ก็มีหลัก 3 ประการ คือ การพัฒนาอย่างมีวินัย ทุกคนต้องต่อต้านคอร์รัปชัน อย่าสมยอมกัน การยึดหลักคุณธรรม ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน อย่างเท่าเทียม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่เอื้อประโยชน์พวกพ้อง เอาจริงเอาจัง ตนพยายามเต็มที่ก็ยังมีข่าวมาอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตรวจสอบพบก็จะต้องลงโทษทันที ก็ขอข้อมูลด้วยแล้วกัน เราจะต้องทำให้เห็นผลในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ วันนี้ตนตีเส้นว่า ตั้งแต่ 22 พค. 2557 ที่ เราเข้ามา จะต้องกระทำผิดอีกไม่ได้ ถ้าทำผิดก็ต้องมาเข้าสู่กระบวนการ ก็ว่าไป เราคงใช้ศาลประชาชนไม่ได้ คงเป็นเรื่องของศาลกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นถ้าเราดำเนินการกับตัวการใหญ่ ๆ ก็จะทำให้เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่เกิดการเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ให้เกิดความเกรงกลัว จะได้มีจิตสำนึกกันบ้าง และมีความละอายในการกระทำความผิด สังคมก็ต้องปฏิเสธคนเหล่านี้ บางคนก็โกงแล้วโกงอีกอยู่นั่น สู้ทางกฎหมาย บางทีก็ชนะ คือเขาเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้ว่ากันด้วยหลักยุติธรรม ทุกคนก็หาหลักฐานมาสู้กัน บางทีก็ชนะ ชนะไปก็ทำมาอีก อย่างนี้ไม่ได้ สิ่งนี้ก็ต้องช่วยกันสังคมต้องปฏิเสธคนเหล่านี้
บทเรียนที่สาม ที่เราจะปฏิรูป สำคัญที่สุดก็คือ 5 สายหรือ 5 ฝ่าย ที่เราทำไว้แล้ว ปัจจุบันอยู่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตนก็ได้ให้แนวทางไปบ้างแล้วว่า ขอให้ทั้ง 5 ส่วน บูรณาการให้ดี อย่าสร้างปัญหาใหม่ และทำอะไรก็ตาม จะร่างอะไรออกมาก็ตาม ต้องได้รับการยอมรับ ตนว่าจะสามารถทำให้ใครยอมรับทั้งหมดคงไม่ได้ แต่จะหาทางลงตัวกันตรงไหน พออกพอใจกันทุกฝ่าย ถ้าทุกฝ่ายต้องการของตัวเองทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ ต้องคำนึงถึงว่าประเทศชาติจะไปทางไหนในอนาคต พอเราเลือกตั้ง แล้วจะเลือกตั้งกันอย่างไร จากกระบวนเลือกตั้งจะเป็นแบบไหน ใครจะเข้ามา ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี กระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน การถ่วงดุลอำนาจ 3 อำนาจ ภายใต้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของเราอยู่แล้วในระบอบนี้ เฉพาะฉะนั้นทั้งหมดต้องมาว่ากันให้หมด และเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เหล่านี้ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ที่สำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และในส่วนที่ต้องมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง การบริหารราชการแผ่นดินต้องมองประชาชนเป็นศูนย์กลางว่าทำอย่างไรประชาชนจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด เป็นที่เพียงพอ ข้าราชการ ผู้บริหารก็ต้องซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว นี่เป็นปัจจัยสำคัญ พูดง่าย ๆ ก็คือ มีคุณธรรม จริยธรรม ใช้การบริหารราชการแผ่นดิน มีธรรมาภิบาลเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเรามองประชาชนเป็นที่ตั้ง ก็สำเร็จหมด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจัยเสริมอีก 2 ประการก็คือ ทำอย่างไรเราจะก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ หาจุดร่วมกันในการปรองดองได้ไหม ปรองดองก็คือปรองดอง วันนี้ก็อยากให้ทุกที่ ทุกหน่วยงาน ทุกพื้นที่หากิจกรรมมีความปรองดอง เล่นกีฬาด้วยกัน ฟังเพลง อะไรทำนองนี้ มีคือปรองดอง ถ้าทุกคนทุกฝ่าย อยากจะปรองดองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ข้าราชการ ประชาชน พ่อค้า อะไรก็แล้วแต่ ก็ปรองดองกันไป พูดคุย ไม่เคยคุยกัน เคยทะเลาะกัน เคยเห็นต่างกัน ก็ไปคุยกันแค่นั้น ปรองดองง่าย ๆ ต้องเริ่มที่ใจก่อน ใครบังคับท่านก็ไม่ได้ ท่านต้องปรองดอง ถ้าใจท่านไม่ปรองดอง แล้วใครบังคับท่านก็ไม่ปรองดอง นี่คือสิ่งที่จะต้องป้องกัน เริ่มที่ตัวท่านเองก่อน เพราะฉะนั้นตนอยากให้ใช้ 5 ธันวาคม วันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรองดองกันทุกพวก แล้วก็หาตรงกลางออกมาให้ได้ว่า เราจะทำอย่างไร ประเทศเดินไปข้างหน้า ระยะที่จะต้องปฏิรูปใช้เวลาเท่าไหร่ และเลือกตั้งไปแล้วจะต้องปฏิรูปกันต่อไปอย่างไร ต้องเดินต่อ ต้องทำต่อ ไม่อย่างนั้นก็เสียเวลาเปล่า สำหรับการตื่นตัวของประชาชนนั้น วันนี้ ตนดีใจทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และมีการสื่อสารเข้ามาแล้ววันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทุกกลุ่ม
"ทั้งหมดเรามี 11 กลุ่ม วันนี้ก็ส่งข้อมูลเข้ามาที่สภาปฏิรูป และส่งมาที่รัฐบาลก็มี วันนี้ผมก็ให้ไปตามเก็บมาจากนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ก็มีสรุปมา ผมก็นำมาอ่านดู ก็ดีเป็นความคิดของคนรุ่นใหม่ แต่เราก็ต้องมาปรับหากัน วันนี้ผมขอร้องอย่างเดียวว่า ถ้าเรายังขัดแย้งกันต่อต้านกันเรื่องประชาธิปไตยอยู่ มันไปไม่ได้เลย ประชาธิปไตยอะไรก็ไปไม่ได้ วันนี้ถ้าเราไม่ต่อต้านกัน ไม่ขัดแย้งกัน พูดคุยกันดี ๆ ยอมรับในหลักการซึ่งกันและกัน ภายใต้การปรองดองด้วยหัวใจ ของพวกเราทุกคน ไม่มาต่อสู้กันอีก ไม่นำความขัดแย้งมาเกิดขึ้นอีก ไม่ใช้การเมืองมานำพาประชาชนไปพวกเป็นฝ่าย ผมคิดว่าบ้านเราก็จะไม่เกิดวิกฤตอีกต่อไป ไม่มีความเสี่ยง เราพร้อมที่จะเดินหน้าประเทศ เราพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เราพร้อมในทุกมิติ แต่เรายังไม่พร้อมในเรื่องของการขจัดความขัดแย้ง และการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีระบบธรรมาภิบาล และในเรื่องของการทุจริตผิดกฎหมาย อะไรเหล่านี้ต้องเลิกหมด แต่รัฐบาลปัจจุบัน และ คสช. ก็จะไม่ยอมแพ้ ยังมีพลังอยู่ มีกำลังใจอยู่ในการที่จะดำเนินการต่อไปให้ได้ เพื่อจะก้าวให้พ้นกับดักเหล่านี้ให้ได้" พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เวลานี้เป็นเวลาสำคัญที่จะให้คนไทยทุกคนได้ปฏิรูปในทุกมิติ ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคน ให้ความไว้วางใจกับพวกเรา คสช. และรัฐบาล ในทุกเรื่อง เราทำเยอะมาก บางทีอาจจะยังไม่มีผล อาจจะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ (Process) ซึ่งอาจจะไม่ทันใจ ให้ไปดูจริงๆว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง มีทุกอย่างทั้งทำเร่งด่วน ทำทันที มีผลสัมฤทธิ์







