
จีนลุยปฏิรูปโครงสร้าง ชูภาคบริการนำศก.ยั่งยืน
ต้องยอมรับว่า มีแนวโน้มสูงมากที่แดนมังกรจะเดินเข้าสู่ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ต้องยอมรับว่า มีแนวโน้มสูงมากที่แดนมังกรจะเดินเข้าสู่ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 และมีแนวโน้มจะพลาดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 7.5% ในปี 2014 นี้ ภายหลังจากที่เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีนี้เติบโตเพียง 7.3% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง
กระนั้นก็ตาม หากมองในอีกมุมหนึ่งแล้ว การเติบโตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ หรือสร้างความตื่นตกใจมากมายแต่อย่างใด เพราะส่วนหนึ่งนั่นก็มาจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของทางการจีนเอง ที่ต้องการลดความต้องการการเติบโตที่หวือหวาดั่งเช่นในอดีต ทว่า มุ่งเข้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และมีเสถียรภาพแทน
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็สอดคล้องกับคำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ที่ในระยะหลังๆ มานี้มักพูดต่อหน้าสาธารณชนอยู่เสมอว่า ให้ทุกฝ่ายปรับตัวให้เข้ากับการเติบโตของจีนรูปแบบใหม่ที่ชะลอตัวลง หรือ “นิว นอร์มอล” นั่นเอง โดยก่อนหน้าการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) เมื่อเดือนก่อน เจ้าตัวก็ระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเปลี่ยนเข้าไปสู่การเติบโตรูปแบบปกติรูปแบบใหม่ ที่การเติบโตจะชะลอตัวลง ทว่า จะโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
สัญญาณของการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนในครั้งนี้ ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ต้องแลกมาด้วยการเติบโตที่ช้าลง จนหลายฝ่ายกังวลถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน กระนั้นก็ตาม ผู้นำจีนยังคงยืนยันว่า การเติบโตที่ชะลอตัวลงนี้ไม่ใช่เรื่องที่่น่ากลัวอย่างที่คิด
“แม้จีนจะเติบโตที่ 7% ก็จะยังทำให้จีนเป็นประเทศที่ทำผลงานได้ดี ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและขนาด ซึ่งบางคนอาจจะกังวลว่า การเติบโตของจีนจะชะลอตัวลงหรือไม่ หรือจีนจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้หรือไม่ ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงอยู่ ทว่า ความเสี่ยงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวล” สี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว
ทั้งนี้ แต่เดิมที่ผ่านมานั้น จีนเติบโตด้วยภาคการส่งออก การผลิตและการพึ่งพาการลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทว่า ในขณะนี้จีนกำลังมุ่งหน้าสู่การบริโภคภายในประเทศ และเน้นไปที่ภาคการบริการแทนการผลิตมากขึ้น เนื่องจากนักวิเคราะห์และทางการจีนเองเล็งเห็นว่า การเติบโตในลักษณะนี้จะช่วยให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนแทน
การเดินหน้าสู่การปฏิรูปของเศรษฐกิจจีนในครั้งนี้ก็เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว จากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) นอกภาคการผลิต โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน และมาร์กิต และธนาคารเอชเอสบีซี ที่ต่างปรับตัวดีขึ้นถ้วนหน้า ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา สวนทางกับดัชนีพีเอ็มไอ ภาคการผลิตที่ปรับตัวแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
ดัชนีพีเอ็มไอ ภาคการบริการของจีน โดยตัวเลขของทางการนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 53.9 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 53.8 จุด ขณะที่พีเอ็มไอภาคการบริการจากมาร์กิต และเอชเอสบีซีปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 53.0 จุด จากเดือน ต.ค.ที่ 52.9 จุดขณะเดียวกันยอดออร์เดอร์ใหม่ในภาคการบริการเองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่งเช่นเดียวกัน
ในทางตรงกันข้าม พีเอ็มไอภาคการผลิตของทางการกลับร่วงลงไปอยู่ที่ 50.3 จุด ขณะที่ตัวเลขของเอชเอสบีซีลงไปอยู่ที่ 50 จุด ซึ่งหากระดับต่ำกว่า 50 จุด นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการหดตัว
“ภาคการบริการได้เผชิญกับการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในเดือน พ.ย. ทว่า กิจกรรมในภาคการผลิตกลับชะลอตัว” ฉู ฮงบิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว
ขณะเดียวกัน ยอดการส่งออกของจีนในเดือน ต.ค.ก็ขยายตัวในอัตราที่ช้าลง เหลือเพียง 11.6% เท่านั้น นับเป็นการสะท้อนถึงความพยายามของจีนที่กำลังจะปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะลดการพึ่งพาการส่งออกลง
ทั้งนี้ ภาคการผลิตของจีนนั้นกำลังเผชิญอยู่กับความต้องการภายในประเทศที่ลดน้อยลง ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากซัพพลายเออร์ที่มีราคาถูกในต่างประเทศ อย่างเช่น ในเวียดนาม
ตัวเลขพีเอ็มไอภาคการบริการดังกล่าว นับว่าสอดคล้องกับรายงานจากวอลสตรีท เจอร์นัล ที่ระบุว่า การที่ภาคการบริการของจีนส่งสัญญาณของความแข็งแกร่ง สวนทางกับการผลิตที่ย่ำแย่นี้ นับเป็นก้าวของจีนที่กำลังเข้าใกล้สู่ “การปรับสมดุลใหม่” จากการเติบโตจากภาคการผลิตไปยังภาคการบริการที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่า นี่นับว่ามีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น การเดินหน้าการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีนที่จะมุ่งเข้าหาภาคบริการมากขึ้น ยังเห็นได้จากสัดส่วนของภาคการบริการที่เข้ามามีบทบาทต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนมากขึ้น โดยเมื่อปีที่แล้วมีสัดส่วนถึง 46% ซึ่งนับว่าสูงกว่าสัดส่วนที่ภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างมีต่อเศรษฐกิจเสียอีก
ด้าน ปีเตอร์ ไช บรรณาธิการของบิซิเนส อินสเปคเตเตอร์ เว็บไซต์ข่าวสารและออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับประเทศจีน ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การปรับสมดุลใหม่ของจีนกำลังจะเข้าที่เข้าทาง
ฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่า แม้ทางการจีนจะเติบโตช้าลง ทว่า การเดินหน้าสู่การปฏิรูปกลับเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทางการจีนต้องการจะบรรลุไปให้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จีนจะยอมเจ็บในระยะสั้นเพื่อเติบโตในระยะยาว







