posttoday
ลุยไฟขึ้นแวต รับแผนปฎิรูปภาษี

ลุยไฟขึ้นแวต รับแผนปฎิรูปภาษี

04 ธันวาคม 2557

รัฐบาลส่งสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจุบันลดอัตราจัดเก็บจาก 10% เป็น 7% ยังเหลือเวลาอีกนานไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558

รัฐบาลส่งสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจุบันลดอัตราจัดเก็บจาก 10% เป็น 7% ยังเหลือเวลาอีกนานไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558

ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาระบุชัดว่า จะมีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 1-2% โดยจะเริ่มต้นที่ 1% เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ เนื่องจากงบประมาณปี 2559 ที่จะเริ่มพิจารณาในเดือน ม.ค. 2558 จะมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 2.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2558 ถึง 3 แสนล้านบาท หากไม่หารายได้เพิ่มก็จะต้องกู้ขาดดุลงบประมาณสูงเกินไป

การออกมาโยนหินถาม ตั้งแต่เนิ่นๆ แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้จะปรับเพิ่มขึ้นแวตค่อนข้างแน่นอน ไม่มีโรคเลื่อนอีกเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ที่กลัวการขึ้นแวตจะทำให้เสียคะแนนทางการเมือง แต่รัฐบาลชุดนี้มองข้ามประเด็นดังกล่าว และยังเห็นความสำคัญของการปรับเพิ่มแวตเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปภาษี ซึ่งเป็นหนึ่งในการแก้ไขจุดอ่อนของโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย หากไม่ปรับเพิ่มแวต การเข็นให้เศรษฐกิจโตในระดับสูงก็เป็นเรื่องยาก

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับว่าแนวคิดของสมหมาย เป็นหลักการของการขึ้นแวต ซึ่งจะมีการพิจารณาไม่ให้กระทบกับประชาชน โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่มีการปรับเพิ่มแวตแต่อย่างไร

ขณะที่คณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย หรือ กกร. จะออกมาไม่เห็นด้วยกับการขึ้นแวต เพราะจะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวมีปัญหาชะงักรอบใหม่ ซึ่งเป็นเสียงที่รัฐบาลรับฟัง แต่ก็คงไม่สามารถให้รัฐบาลล้มเลิกโรดแมปการขึ้นแวตได้

หากไปดูพิมพ์เขียวการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลนี้ชัดเจน เริ่มตั้งแต่การเก็บภาษีผู้รับมรดก ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการเข้าสู่พิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ถือเป็นการเก็บภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่ได้เป็นการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศเป็นหลักสำคัญ

หลังจากนี้จะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต้นปีหน้า การเก็บภาษีนี้ได้ทั้งการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ได้ทั้งรายได้เข้าประเทศ จากการประเมินเบื้องต้นจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจาก 5-6 หมื่นล้านบาท เป็นกว่า 2 แสนล้านบาท แต่การเก็บภาษีที่ดินมีบทเฉพาะกาลหากกฎหมายผ่านบังคับใช้ในปีหน้า จะมีช่วงผ่อนผันให้มีการเก็บภาษีจริงอีก 1 ปีครึ่ง หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ ทำให้กว่าประเทศจะมีรายได้เพิ่มก็ต้องถึงปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นไป ไม่ทันใช้ในปีงบประมาณ 2559

ดังนั้น การปรับเพิ่มแวตจึงเป็นทางออกของการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะปรับเพิ่มแวตเป็นกี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

จากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยเสนอหลายรัฐบาลให้ปรับเพิ่มภาษีแวตเป็น 10% หรือปรับเพิ่มขึ้นทีเดียว 3% เพราะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกน้อยกว่าการปรับขึ้นหลายครั้ง รวมถึงทำให้มีรายได้ก้อนใหญ่เข้าพัฒนาประเทศได้เต็มที่ จากการประมาณการพบว่า การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% ทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 7 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท

ดังนั้น การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งเดียว 3% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.1-3 แสนล้านบาท ทำให้ประเทศเพิ่มรายได้อีกมาก โดยที่การทำงบประมาณสมดุลอยู่ในกรอบภายในปี 2560

อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มขึ้นแวตครั้งละมากๆ มีบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอยู่ดีๆ แต่เมื่อมีการปรับเพิ่มแวตจาก 5% เป็น 8% ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นดิ่งลงทันทีจนเข้าสู่ภาวะถดถอยจนถึงปัจจุบัน และต้องออกมาตรการคิวอีกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

กรณีของญี่ปุ่นทำให้รัฐบาลคิดหนักกับการขึ้นแวตรวดเดียว 3% จนต้องมีทางเลือกใหม่ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1% หรือ 2% ซึ่งอยู่กับสภาพเศรษฐกิจปีหน้าเป็นสำคัญ หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 4-5% ตามที่รัฐบาลคาดไว้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการปรับเพิ่มแวตอีก 2% แต่หากเศรษฐกิจครึ่งแรกปี 2558 ทำท่าไม่สดใสจนทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจไปไม่ถึง 4-5% รัฐบาลก็ต้องยอมถอยขึ้นแวตเพียง 1% ตามที่สมหมายออกมาส่งสัญญาณ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ส่งสัญญาณทำงบประมาณขาดดุลปี 2559 เพิ่มขึ้น และไม่คิดจะทำงบประมาณสมดุลภายในปี 2560 เพราะเห็นว่าประเทศมีภาระรายจ่ายอีกมาก ทั้งจากงบประจำที่เพิ่มขึ้น จากการเป็นรัฐสวัสดิการ รายจ่ายจากโครงการลงทุนที่มีอีกจำนวนมาก เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศก็สูงถึง 2.4 ล้านล้านบาท ยังมีภาระจ่ายหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากหนี้จำนำข้าวถึง 6 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกัน ประเทศยังต้องลงทุนพัฒนาด้านสังคมครั้งใหญ่ ทั้งการศึกษา ด้านสาธารณสุข ที่เป็นเรื่องที่ถูกจัดอันดับหลังได้งบประมาณไม่เพียงพอมาตลอด ซึ่งต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท ดังนั้นการทำงบประมาณใน 2 ปีข้างหน้า ทำให้ยังต้องเป็นงบประมาณขาดดุลสูงอยู่

สมหมาย ออกมาระบุว่า การทำงบประมาณปี 2559 และ 2560 ต้องมีการขาดดุลอีกไม่น้อยกว่า 2.5-3 แสนล้านบาท ซึ่งการขาดดุลเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็หนีไม่พ้นกับการปรับเพิ่มแวต หากการปรับเพิ่มแวตได้น้อย ก็ยังต้องทำงบประมาณขาดดุลสูง และหากปรับเพิ่มแวตได้มาก ก็สามารถทำงบประมาณขาดดุลให้น้อยลง

ดังนั้น จะเห็นว่าถึงเศรษฐกิจปีหน้าจะดีจะแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ การขึ้นแวตเป็นเรื่องที่หนีต่อไปได้ยาก

ขณะที่การจะกู้เพื่อทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นมากๆ ก็มีข้อจำกัด ทั้งกฎหมายงบประมาณที่กำหนดให้ทำงบขาดดุลได้ถึง 20% ของงบประมาณรายจ่าย รวมกับ 80% ของต้นชำระเงินกู้ ซึ่งงบประมาณปัจจุบันสามารถทำงบขาดดุลได้ถึงปีละ 5 แสนกว่าล้านบาท แต่การทำงบประมาณขาดดุลเต็มเพดานก็จะสร้างปัญหาใหญ่และกระทบถึงเครดิตของประเทศให้ถูกลดลงในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม การทำงบประมาณขาดดุลยังต้องคำนึงถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 46% หากมีการทำงบประมาณเต็มเพดานก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ของไทยเพิ่มสูงขึ้นเกิน 50% ของจีดีพี ถึงแม้ว่ายังอยู่กรอบความยั่งยืนการคลังไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีความสามารถหากรายได้ต่ำ การเก็บรายได้ของประเทศอยู่ที่ 17-18% ของจีดีพี การมีหนี้เกิน 50% ของจีดีพี ก็มีความเสี่ยงเรื่องความสามารถการชำระหนี้แล้ว

สุดท้ายอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลเท่านั้นว่ากล้าจะปฏิรูปภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ให้เดินต่อไปได้อย่างยั่งยืนตามที่ประกาศเป็นนโยบายหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69