
เลหลังโรงแรมกว่า100แห่ง
ท่องเที่ยวไทยซบผู้ประกอบการโรงแรมแห่ขายกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ
ท่องเที่ยวไทยซบผู้ประกอบการโรงแรมแห่ขายกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองส่งผลให้สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยซบเซาลงอย่างมาก จนผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทยกว่า 100 ราย จากผู้ประกอบการโรงแรมที่มีอยู่ทั้งหมดราว 2,000–3,000 ราย ประกาศขายโรงแรม เนื่องจากทนแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ซึ่งโรงแรมที่ประกาศขายส่วนใหญ่เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว และอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในกรุงเทพฯ มีเล็กน้อย และในภาคใต้มีจำนวนน้อยที่สุด
“ผู้ประกอบการโรงแรมบางส่วนที่ประกาศขายได้นำมาเสนอขายกับบริษัท ซึ่งในขณะนี้ทางบริษัทกำลังพิจารณาโรงแรมที่มีศักยภาพ ในทำเลที่เหมาะสมอยู่ แม้ช่วงนี้จะวิกฤต แต่ก็เป็นโอกาสให้กับบริษัทได้ขยายกิจการในประเทศไทยเพิ่มเติม โดยไม่ต้องลงทุนมากนัก” นายชนินทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเข้าซื้อกิจการโรงแรมอีก 2–3 แห่งในปีนี้ โดยมองว่าโรงแรมในจังหวัดทางภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมากที่สุด โดยเฉพาะที่ จ.พังงา
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายการลงทุนโรงแรมในต่างประเทศอีกประมาณ 20 แห่ง ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า ในประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อียิปต์ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ซึ่งทางดุสิตมองแผนการลงทุนใน 3 รูปแบบ คือ 1.ลงทุนเอง 2.รับบริหาร และ 3.การเช่าระยะยาว ซึ่งบริษัทจะใช้แบรนด์ ดุสิต ปริ๊นเซส, ดีทู และเทวารัณย์ เป็นหัวหอกในการทำตลาดในต่างประเทศ
สำหรับประเทศในยุโรปที่บริษัทกำลังจะเข้าไปเจรจา คือ เยอรมนี อิตาลี อังกฤษ ทางด้านประเทศจีน บริษัทมีแผนจะรับบริหารโรงแรมราว 3 แห่ง แต่เป็นประเทศที่บริษัทสนใจจะเข้าไปลงทุนเองมากที่สุดเพื่อสร้างแบรนด์ดุสิตให้เป็นที่รู้จักในประเทศจีน เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ
ด้านผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ คาดว่าหากนักท่องเที่ยวกลับมาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะส่งผลให้ภาพรวมรายได้ของบริษัทเติบโตได้เท่ากับปีที่ผ่านมา หรือกว่า 3,000 ล้านบาท นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการเดือน เม.ย. เปรียบเทียบเดือน มี.ค. 2553 พบว่า ดัชนีรวมภาคการค้าและบริการ ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 46.5 จากระดับ 48.9 เป็นการลดลงทุกภาคธุรกิจ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าดัชนีลดลง เป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมือง ความกังวลต่อต้นทุน จากราคาน้ำมัน และภัยแล้ง ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศเทขายหุ้นบางส่วน
รวมทั้งความกังวลจากปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศกรีซที่อาจจะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งของนักลงทุนและผู้บริโภค







