
ปฏิรูปกองทุน
หลังจาก พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนกฎหมายมีผลบังคับใช้มาแล้วถึง 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สั่งการให้เดินหน้าตั้งสำนักงานกองทุนการออมแห่งชาติขึ้นเสียที เพื่อที่จะช่วยเหลือแรงงานนอกระบบให้ออมภาคสมัครใจ เพื่อจะมีสวัสดิการไว้ใช้ยามชรา เหมือนกับผู้ที่ทำประกันสังคม
หลังจาก พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนกฎหมายมีผลบังคับใช้มาแล้วถึง 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สั่งการให้เดินหน้าตั้งสำนักงานกองทุนการออมแห่งชาติขึ้นเสียที เพื่อที่จะช่วยเหลือแรงงานนอกระบบให้ออมภาคสมัครใจ เพื่อจะมีสวัสดิการไว้ใช้ยามชรา เหมือนกับผู้ที่ทำประกันสังคม
ที่กองทุน กอช.ตั้งขึ้นไม่ได้นั้น เป็นเพราะนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งเป็น รมว.คลังในช่วงที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่ปฏิบัติตาม เนื่องจากเห็นว่า พ.ร.บ.กอช.ไปซ้ำซ้อนกับมาตรา 40 ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม จึงให้แรงงานนอกระบบประกันตัวเองตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมแทน และมีแนวคิดที่จะยกเลิก พ.ร.บ.กอช.ที่ออกโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
เรื่องที่รัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ ได้เป็นเรื่องราวฟ้องร้องกัน โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมรายชื่อผู้ใช้แรงงานยื่นฟ้องร้องและถอดถอนนายกิตติรัตน์ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและทำให้ประชาชนหลายล้านคนเสียประโยชน์ แต่คดีความก็ยังไม่มีการไต่สวน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ยึดอำนาจการปกครองเสียก่อน
3 ปี ที่ไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายระดับหนึ่ง เพราะเดิมได้จัดเตรียมสถานที่ตั้งสำนักงานและลงทุนระบบเพื่อรองรับงาน รวมทั้งคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอช.แล้ว แต่กระบวนการดังกล่าวต้องหยุดชะงัก และจะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ เพื่อรองรับการโอนย้ายผู้ประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ของกองทุนประกันสังคมเกือบ 2 ล้านราย และมีเงินกองทุนแล้ว 3,900 ล้านบาท มาอยู่ภายใต้ กอช. และในอนาคตอาจจะมีผู้ใช้แรงงานสนใจทำประกันตัวเองมากขึ้น
และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หากแยกกองทุนการออม ออกจากกองทุนประกันสังคมแล้ว ก็ควรจะแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมในมาตรา 40 เพื่อลดความซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ เงินสมทบของรัฐบาลที่ยังค้างจ่ายกับกองทุนประกันสังคม และหากมี กอช.แล้วรัฐบาลก็ควรจะทยอยจ่ายเงินสมทบเช่นกัน เพื่อให้กองทุนนำไปบริหารให้ได้ดอกผลงอกเงยมาจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตน เพราะกองทุนชราภาพเองได้เริ่มจ่ายเงินบำนาญให้กับผู้ทำประกันตนแล้ว และเป็นข่าวร้ายเมื่อไทยกำลังเข้าสู่สังคมชราภาพผู้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนจะน้อยลง แต่จะมีผู้รับเงินบำนาญมากขึ้น
ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมต้องดูแลเงินกองทุนชราภาพวงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2587 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า เงินกองทุนชราภาพจะเริ่มติดลบ จะไม่เพียงพอจ่ายให้ผู้ประกันตนในอนาคต
ดังนั้น รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกองทุนเพื่อให้กองทุนเป็นหลักประกันชีวิตได้ในยามชรา







