posttoday
ผู้ประกอบการภาคใต้ กับโอกาสลงทุน ในต่างประเทศ

ผู้ประกอบการภาคใต้ กับโอกาสลงทุน ในต่างประเทศ

02 ธันวาคม 2557

หลังจากปี 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการผ่อนคลายให้เอกชนนำเงินออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่จำกัด ทำให้มูลค่าการออกไปลงทุนต่างประเทศของผู้ประกอบการในภาคใต้เพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงเน้นการขยายการลงทุนในภาคใต้เป็นสำคัญ โดยในช่วงปี 2553-2556 มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี

หลังจากปี 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการผ่อนคลายให้เอกชนนำเงินออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ไม่จำกัด ทำให้มูลค่าการออกไปลงทุนต่างประเทศของผู้ประกอบการในภาคใต้เพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงเน้นการขยายการลงทุนในภาคใต้เป็นสำคัญ โดยในช่วงปี 2553-2556 มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ล้าน
เหรียญสหรัฐ/ปี

ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เฉลี่ยอยู่ที่ 810 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี จึงถือได้ว่าการลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจภาคใต้ยังมีมูลค่าน้อยมาก และเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตหลักของภาคเป็นสำคัญ ได้แก่ ยางพาราแปรรูป น้ำมันปาล์ม และอาหารทะเล เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชี่ยวชาญในการผลิตเป็นอย่างดี และยังเป็นสาขาเศรษฐกิจสาคัญที่ทำรายได้หลักให้กับภาคใต้อีกด้วย

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูป จะเน้นการขยายธุรกิจด้านการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเปิดบริษัทย่อยเพื่อทำหน้าที่เป็น Trading company ในสิงคโปร์ และบางรายลงทุนในประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบเพื่อใช้เป็นฐานการผลิต เช่น อินโดนีเซีย ขณะที่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและอาหารทะเลแปรรูป จะไปลงทุนในประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ เพื่อขยายตลาดในประเทศนั้นและเป็นฐานการส่งออกไปประเทศอื่นๆ

ภาคใต้มีพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมทั้งการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งวัตถุดิบในการผลิตสินค้า และหาตลาดใหม่ๆ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น

บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตหลัก เพื่อประกอบการตัดสินใจไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนี้

อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูป และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบ เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบและใช้แรงงานมาก ซึ่งภาคใต้เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ปลูก ดังนั้นอินโดนีเซียนับเป็นประเทศหนึ่งที่น่าสนใจในการเข้าไปทำธุรกิจ เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกยางและปาล์มน้ำมันอีกมาก โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพส่วนใหญ่อยู่ที่เกาะสุมาตรากาลิมันตัน สุลาเวสี เป็นต้น ประกอบกับแรงงานในประเทศที่มีจำนวนมาก ทำให้สามารถหาแรงงานได้ง่ายและยังมีค่าจ้างขั้นต่ำถูกกว่าประเทศไทย นับเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการออกไปลงทุน เช่น ลงทุนเพาะปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และตั้งโรงงานแปรรูป หรือโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

ยิ่งไปกว่านั้น การงดเก็บเงินค่า CESS ของอินโดนีเซียยังเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราสามารถลดต้นทุนการผลิต และส่งออกยางพาราแข่งกับประเทศอื่นในตลาดโลกได้ สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการลงทุน คือ คณะกรรมการประสานงานการลงทุน หรือ BKPM (Investment Coordinating Board) ซึ่งออกกฎระเบียบทางด้านการลงทุนเหมือนกันทุกพื้นที่ โดยรัฐบาลกลางเป็นผู้กำกับดูแล และนักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ 100% ในเกือบทุกธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นอุปสรรคสำคัญ กล่าวคือ สาธารณูปโภคของอินโดนีเซียยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร เช่น ไฟฟ้า การคมนาคม ทำให้ธุรกิจที่ไปลงทุนโดยเฉพาะการตั้งโรงงานใหม่ (Greenfield Investment) จะต้องรับภาระการลงทุนในส่วนนี้เอง อีกทั้งทักษะ ความชำนาญของแรงงานยังต่ำเมื่อเทียบกับแรงงานไทย ทำให้ต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมให้แก่แรงงานในท้องถิ่น และกฎระเบียบของรัฐบาลท้องถิ่นที่มีกระบวนการมาก ยุ่งยาก ซับซ้อน ผู้ประกอบการจึงควรมีหุ้นส่วนในการลงทุน เพื่อช่วยเอื้อประโยชน์ด้านข้อมูลเชิงลึกของการลงทุนและวิธีปฏิบัติต่างๆ

อุตสาหกรรมอาหารทะเล ปัจจุบันวัตถุดิบอาหารทะเลของภาคใต้มีไม่เพียงพอป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่เวียดนามมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีชายฝั่งทะเลตลอดทั้งประเทศกว่า 3,260 กิโลเมตร มีแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า 2,000 ชนิด โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งเวียดนามใต้ ได้แก่ เตี่ยงยาง และเวียดนามกลาง ได้แก่ ดานัง จึงเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เช่น ปลาทูน่า กุ้ง เป็นต้น โดยผู้ประกอบการสามารถออกไปลงทุนโดยตั้งโรงงาน หรือร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลเวียดนามให้การส่งเสริมการลงทุนแบบร่วมทุนมากที่สุด เพื่อดึงดูดให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ มีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น นักลงทุนต่างชาติจะได้รับสิทธิเช่าที่ดิน 50 ปี ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการลงทุน คือ Foreign Investment Agency

ข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับการลงทุนในเวียดนาม คือ ผู้ประกอบการสามารถใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรปและญี่ปุ่น เนื่องจากเวียดนามได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP (Generalized System of Preferences) จากยุโรปและญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการลงทุน ได้แก่ กฎหมายของระเบียบมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด ปัญหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ยังล้าหลัง การผลิตไฟฟ้ายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ จึงต้องมีการจัดสรรเวลาในการใช้หรือต้องลงทุนสร้างไฟฟ้าเอง และแรงงานที่มีการศึกษาในเวียดนามจะค่อนข้าง
Aggressive มากเรื่องสวัสดิการและค่าจ้าง นับเป็นความท้าทายในการบริหารงานของผู้ประกอบการอย่างหนึ่ง

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่