เสนอแก้ข้อบกพร่องเลือกตั้งสส.-สว.
"บรรเจิด"ยันคงอำนาจศาลไว้ตามเดิม ขณะที่ "สุจิต" ชงวิธีเลือกตั้งสส.-สว.คงเดิมแต่ต้องแก้ข้อบกพร่อง
"บรรเจิด"ยันคงอำนาจศาลไว้ตามเดิม ขณะที่ "สุจิต" ชงวิธีเลือกตั้งสส.-สว.คงเดิมแต่ต้องแก้ข้อบกพร่อง
นายบรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 7 ภาคที่ 3 นิติธรรม ศาล และกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนของหมวด 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยว่า ได้มีการนำเสนอ 2 กรอบหลักการใหญ่ คือ 1.เรื่องศาล โดยมีรายละเอียดให้คงจำนวน 4 ศาล เช่นเดิม คือ ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง และ ศาลทหาร
ส่วนกรณีของศาลที่พิจารณาเกี่ยวกับความผิดหรือคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่กระแสข่าวว่านายอุดม เฟื่องฟุ้ง อนุกมธ.เสนอให้เพิ่มกระบวนการอุทธรณ์ในศาลที่พิจารณาในคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถือเป็นข้อเสนอหนึ่ง แต่ในเรื่องของการอุทธรณ์นั้นในรัฐธรรมนูญ 2550 มีระบุอยู่แล้วในเรื่องของการทบทวน หากมีข้อมูลใหม่หรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถให้ดำเนินการทบทวนได้ และต้องพิจารณาในรายละเอียดดังกล่าวอีกครั้ง
และ 2.กระบวนการยุติธรรม ได้เสนอเรื่องสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร และหลักประกันของคนในกระบวนการยุติธรรม ความเที่ยงธรรม รวมถึงระบบทางอาญาเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการ นอกจากนั้นในคดีสำคัญ ต้องให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแต่ต้นทางและจะกำหนดให้รัฐช่วยเหลือทางกฎหมายกับประชาชน อาทิ การให้ความรู้ , ให้คำแนะนำ, การไกล่เกลี่ย
ด้านนายสุจิต บุญบงการณ์ ประธานคณะอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 ภาคที่ 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด 1 ระบบผู้แทนที่ดี และผู้นำการเมืองที่ดี, หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ, หมวด 3 รัฐสภา และ หมวด 4 คณะรัฐมนตรี กล่าวว่า อนุกมธ.มีข้อสรุปต่อข้อเสนอ คือ 1.ที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ให้ใช้รูปแบบที่มาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ที่เลือกนายกฯ
ทั้งนี้ เนื่องจากมีหลักพิจารณาว่าที่ผ่านมาระบบการเลือกนายกฯ ในรูปแบบสภาฯ ดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีปัญหา แต่ที่เกิดปัญหาเพราะผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองใช้อำนาจทางบริหารที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น หากยึดรูปแบบเดิมและแก้ไขในข้อบกพร่องจะเป็นการแก้ปัญหาได้มากกว่า แต่ยอมรับว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อสรุปจากเสียงข้างมากของอนุกมธ.
ส่วนข้อเสนอข้างน้อย คือ เสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง ยังคงสงวนสิทธิ์ไว้และนำเข้าสู่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหญ่เช่นเดียวกัน ซึ่งมีประเด็นที่พิจารณาต่อ คือ การให้เลือก ครม. ผ่านการเลือกตั้งตรงของประชาชนนั้น จะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายบริหารมากเกินไป จนทำให้เป็นปัญหาต่อการบริหารงานในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม ในการพบปะกับนายซีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตอิสลาเอล ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ได้สอบถามถึงประเด็นการเลือกตั้งนายกฯโดยตรง ซึ่งประเทศอิสลาเอลเคยใช้และได้มีการยกเลิกไปแล้ว
โดย นายซีมอน อธิบายเหตุผลการยกเลิก เป็นเพราะมีปัญหาของระบบการทำงานที่ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งมากเกินไป นอกจากนั้นประเด็นพิจารณาที่ยกกรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จมาพิจารณา แต่เชื่อว่าจะไม่เหมาะกับประเทศไทย เพราะสหรัฐอเมริกามีวัฒนธรรมของการออมชอมและประณีประนอมมากกว่า
นายสุจิต กล่าวด้วยว่า สำหรับที่มาของสส. นั้นจะให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ โดยเสนอจำนวนสส. อยู่ที่ 350 คน อาจจะปรับลดจำนวนได้ แต่ต้องไม่เพิ่มมากไปกว่านี้ โดยมีเหตุผลคือเพื่อให้การทำงานของสส.มีความคล่องตัว และสามารถตอบสนอง เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีศักยภาพ
ขณะเรื่องที่มาสว. จะยังคง 2 ระบบ คือ จากการเลือกตั้ง และสรรหา ตามวิชาชีพที่มีกรอบการสรรหาอย่างกว้าง แต่รูปแบบสรรหานั้นอาจต้องมีการโหวตจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนด้วย ส่วนหน้าที่ถอดถอนของสว.นั้น อนุกมธ. ยังให้คงไว้เช่นเดิม ซึ่งรูปแบบทั้งหมดนั้นเป็นเพียงข้อเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้







