ควายกับผม
ตอนที่ผมเริ่มจำความได้ บรรดาพี่สาวของผมต่างก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ส่วนพี่ชายที่มีอยู่ 4 คน
ตอนที่ผมเริ่มจำความได้ บรรดาพี่สาวของผมต่างก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ส่วนพี่ชายที่มีอยู่ 4 คน ก็เหลืออยู่ที่เมืองจีนแค่ 2 คนเท่านั้น ส่วนอีก 2 คนเดินทางไปทำมาหากินอยู่ที่เมืองไทย
ความที่ครอบครัวของเรายากจน อาชีพหลักๆ คือ การทำไร่ทำนาไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ของที่นั่น และแม้ว่าพวกเราจะขยันขันแข็งกันเพียงใดก็ไม่สามารถหนีความยากจน ความอดอยากและสภาวะ ไม่มีจะกินได้พ้น มันติดตามเราเหมือนเพื่อนสนิท อยู่กับเรามานานแสนนานจนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ด้วยฐานะยากจนของครอบครัว ไม่ว่าจะเกิดเป็นลูกคนไหนก็ลำบากถ้วนหน้ากันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่น้องเล็กสุดท้องอย่างผมก็อย่าหวังว่าจะได้สุขสบาย ผมมีหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลยนั่นคือการเลี้ยงควาย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณต่อชีวิตชาวนาอย่างพวกเรา และต้องทำเป็นกิจวัตรทุกวัน
ผมจำได้แม่นว่าเมื่ออายุได้ 8 ขวบ ที่บ้านมีเพียงลูกควายเล็กๆ ตัวหนึ่ง พ่อกับแม่ซื้อมันมาเพราะไม่มีเงินจะไปซื้อควายตัวใหญ่ๆ ซึ่งมีราคาแพงกว่ามาใช้งาน จึงต้องซื้อลูกควายมาเลี้ยงรอจนกว่ามันจะโตพอจะใช้งานได้ ผมช่วยที่บ้านเลี้ยงลูกควายตัวนั้นมาจนอายุได้ 12 ปี กำลังเรียนหนังสือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทางบ้านก็เริ่มเอาลูกควายตัวนั้นมาใช้งาน ผมให้มันทำหน้าที่ลากคันไถไถนา เพื่อให้พ่อกับแม่ปลูกข้าวเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพวกเรา หรือหากปีไหนโชคดีฟ้าฝนเป็นใจ เราก็อาจจะพอเก็บเกี่ยวไปแบ่งขายได้บ้าง
แต่นั่นก็เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะส่วนใหญ่เราไม่ค่อยโชคดีนัก เนื่องจากครอบครัวของเราเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ แต่ละปีผลิตข้าวได้แทบไม่พอกิน แต่ละมื้อต้องหุงข้าวแล้วผสมแป้งมันลงไปด้วย เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารในหม้อให้มากขึ้น ให้เพียงพอกินกันได้ครบถ้วนทุกคน แม้จะไม่ทำให้อิ่มหรืออยู่ท้องนัก แต่นั่นก็พอประทังชีวิตไปได้ในแต่ละวัน
ในช่วงที่ลูกควายถูกนำมาใช้งาน ผมต้องเข้าเรียนในระดับชั้น ป.1 ช่วงนั้นก็เลยไม่ค่อยได้เลี้ยงควาย เพราะต้องไปเรียนหนังสือแทบทุกวัน ผมพบว่าการเรียนหนังสือทำให้ผมรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ มีความรู้สึกว่าโลกกว้างใหญ่มีอะไรให้เรียนรู้ได้มากมาย อีกอย่างการไปเรียนทำให้ผมไม่เหนื่อย ไม่ต้องรับผิดชอบ มีความสุขไปอีกแบบ ผมรู้สึกชอบการเรียนหนังสือ
สมัยนั้นนักเรียนตามบ้านนอกแบบผม ต้องจ่ายค่าสอนให้ครูตามแต่จะตกลงกัน ไม่ได้จ่ายกันเป็นค่าเทอมแบบนักเรียนสมัยใหม่ สำหรับค่าเล่าเรียนของผมที่ต้องนำมาให้ครูก็คือข้าวสารราวๆ 5 กิโลกรัม/ครึ่งปี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หายากมาก เพราะลำพังข้าวที่จะกินกันในครอบครัวก็ไม่พอแล้ว การต้องหาข้าวสารให้ได้ 5 กิโลกรัมนั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับครอบครัวผมเลย
ตอนอยู่ระดับชั้น ป.1 ทางบ้านผมพอกระเบียดกระเสียรเอาข้าวจำนวนดังกล่าวมาจ่ายให้ครูได้ แต่ช่วงใกล้ๆ จะจบชั้น ป.1 ฐานะทางบ้านแย่ลงกว่าเดิม อาจเป็นเพราะพวกเราโตขึ้น กินใช้มากขึ้น พ่อกับแม่ไม่สามารถหาข้าว 5 กิโลกรัมมาให้ครูเป็นค่าจ้างสอนผมต่อไปได้ ผมถูกครูทวงบ่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอายแต่ผมก็ไม่มีทางเลือก เพราะอยากเรียน
พอดีในช่วงนั้นเกิดสงครามโลก มีการทิ้งระเบิดบริเวณโรงเรียนบ่อยครั้ง ทำให้ไม่สามารถทำการเรียนการสอนได้ ผมจำเป็นต้องหยุดเรียน การเรียนของผมหยุดชะงักลง... ท้ายที่สุดผมก็ต้องออกจากโรงเรียนกลับไปสู่ท้องทุ่งอย่างเดิม เป็นการกลับไปใช้ชีวิตกลางแจ้งอยู่กับเพื่อนเก่ามี 2 เขา 4 ขา ของผมอีกครั้งหนึ่ง และถือเป็นการสิ้นสุดชีวิตการเรียนอันแสนสั้นเพียง 10 เดือนไปพร้อมๆ กันด้วย
จากวันนั้นเป็นต้นมาผมไม่มีโอกาสได้หวนกลับไปเรียนหนังสืออีกเลย เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือ ผมก็กลายเป็นเด็กเลี้ยงควายประจำท้องทุ่งแห่งตำบลท้งซีอย่างเต็มตัว ผมทำหน้าที่พาควายไปกินหญ้ากินน้ำทุกวัน พอโตขึ้นมาหน่อยก็ใช้แรงงานควายให้มันช่วยไถนา ควายก็เด็ก คนก็เด็ก ไถนา ยังไม่ค่อยจะเป็น จับคันไถแล้วให้ควายลาก แสนจะทุลักทุเล บางทีหัวไถกินดินมาก ควายลากไม่ไป ต้องเอียงคันไถ ให้หัวไถไถลขึ้นจากดินแล้วจึงทำงานต่อไปได้ ท่าม กลางแดดที่ร้อนเปรี้ยง เราต่างเหนื่อยอ่อนแทบขาดใจกันทั้งคู่ และเมื่อถึงคราวที่จำเป็นต้องการเงินก็ได้จากการขายควายนี่แหละ
ควายจึงนับว่ามีบุญคุณกับชีวิตผมมาก สมัยเมื่ออยู่เมืองจีน ผมมีข้าวกินได้ก็เพราะควาย หากจะพูดว่ามันเป็นไอ้ทุยเพื่อนยากก็ไม่ผิดนัก
แม้ตอนที่ได้มาอยู่เมืองไทยควายก็ยังมาช่วยเหลือผมอีก ควายกับผมจึงมีชีวิตผูกพันแยกกันไม่ออก
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)


