
สนช.หนุนตั้งกมธ.ศึกษาร่างกฎหมายปปช.
มติ สนช. ตั้งกมธ.ศึกษาร่างกฎหมายปปช. จำนวน 30 คน ภายใน 30 วัน
มติ สนช. ตั้งกมธ.ศึกษาร่างกฎหมายปปช. จำนวน 30 คน ภายใน 30 วัน
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้เสนอ เพื่อให้สอดคล้องต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการปราบปรามทุจริต
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นศึกษากฎหมายฉบับดังกล่าว ตามข้อบังคับที่ 116 วรรคสอง จำนวน 30 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจากกมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ 8 คน กมธ.การเมือง 6 คน กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน 4 คน กมธ.การต่างประเทศ 1 คน กมธ.วิสามัญกิจการสนช. 1 คน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 คน โดยใช้เวลาศึกษาทั้งสิ้น 30 วัน
ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 8 ว่าด้วยหลักนิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใชัอำนาจรัฐ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการตั้งกมธ.ขึ้นมาศึกษาร่างดังกล่าว ก่อนให้ที่ประชุมสนช.พิจารณาเห็นชอบ เนื่องจากการแก้ไขร่างพ.ร.บ.นั้น จะส่งผลต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในส่วนขององค์กรอิสระ หากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับเนื้อหาที่ ป.ป.ช. ขอแก้ไข ก็จะทำให้ต้องใช้เวลาในการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ของป.ป.ช.ในภายหลัง
“เหมือนที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายได้ให้ความเห็นไว้ หากเป็นไปได้ ก็ควรมีการชะลอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อรอดูโครงร่างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วค่อยร่างกฎหมายลูกให้สอดคล้องกัน แม้เบื้องต้นอนุกมธ.ที่ผมรับผิดชอบจะมีความเห็นที่สอดคล้องในบางมาตราที่ป.ป.ช. ขอแก้ไข อาทิ การฟ้องตรงต่อศาลได้โดยไม่ต้องผ่านชั้นอัยการ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายมาตราที่ยังเห็นแตกต่างอยู่เช่นกัน”นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับการพิจารณาของอนุกมธ.ว่าด้วย นิติธรรม ศาลและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็ได้มีการพิจารณากรอบอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมาการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการเชิญตัวแทนจากกกต. เข้ามาหารือ ซึ่งเบื้องต้นอนุกมธ.ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันว่า กกต. ควรมีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงอย่างเดียว
ส่วนอำนาจพิพากษาให้ใบเหลือง – แดง แก่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง หากพบการทุจริตการเลือกตั้ง ให้อยู่ในความรับผิดชอบของศาล ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ชัดว่าจะให้มีการตั้งศาลเลือกตั้งขึ้นมาหรือไม่ ส่วนกกต. ก็จะทำหน้าที่เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนและฟ้องร้องโดยตรงต่อศาล โดยไม่ต้องผ่านชั้นอัยการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวทางดังกล่าวนี้ก็สอดคล้องต่อความเห็นที่ตัวแทนจากพรรคการเมืองและกลุ่มมวลชนได้เข้ามาเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ







