
‘คิวอี’ ไม่ใช่คำตอบ เอเชียเน้นยาแรง ‘ปฏิรูปโครงสร้าง’
ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ดำเนินมายาวนานตั้งแต่เผชิญวิกฤตการเงินในปี 2008 แถมนักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ด้วยว่า เฟดน่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากให้สูงขึ้นในปีหน้า
ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ดำเนินมายาวนานตั้งแต่เผชิญวิกฤตการเงินในปี 2008 แถมนักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ด้วยว่า เฟดน่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากให้สูงขึ้นในปีหน้า
นโยบายของเฟดถือว่าสวนทางกับท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชีย เห็นได้ชัดเจนจากนโยบายทางการเงินของ 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจเอเชีย ได้แก่ จีนและญี่ปุ่น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการประกาศเพิ่มมาตรการคิวอีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตามมาด้วยการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีของธนาคาร กลางจีน (พีบีโอซี) หลังจากอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ผ่านระบบธนาคารในประเทศไปแล้ว 2 ครั้ง ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
เฟรเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียร่วมของธนาคารเอชเอส บีซี แสดงความเห็นผ่าน นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ว่า อาการเจ็บป่วยทางเศรษฐกิจในเอเชียจำเป็นต้องได้รับการเยียวยา แม้หลายประเทศในภูมิภาคนี้จะเดินหน้าแก้ปัญหามาถูกทางแล้ว ทว่ายังไม่ดีพอในการฟื้นเศรษฐกิจอีกครั้ง เนื่องจากภาระหนี้สินมหาศาล และแรงกดดันจากภาคสังคมที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่รายได้ขยายตัวในอัตราที่เชื่องช้า
ธนาคารกลางในเอเชียพยายามหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งตามทฤษฎีนั้น นโยบายดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นแก่ภาคเอกชนและครัวเรือน และทำให้สกุลเงินท้องถิ่นปรับตัวอ่อนลง เป็นผลดีต่อภาคการส่งออก ทว่าในทางปฏิบัตินั้น การใช้นโยบายดังกล่าว เป็นเพียงยา
กระตุ้นที่ให้ผลในระยะสั้น เพราะไม่ได้แก้ลึกถึงต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเนื้อร้ายที่ทำให้อาการป่วยของเอเชียยังไม่ทุเลาอย่าง “อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภาพ” ที่ขยายตัวในระดับที่ช้าลง
แม้มาตรการคิวอีจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำงัดออกมาสู้ศึกเศรษฐกิจชะลอตัว กระนั้นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า การใช้คิวอีในการแก้ไขปัญหานั้นเหมาะสำหรับบรรเทาวิกฤตการเงินในระยะยาวมากกว่าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญในขณะนี้
นอกจากนั้น การงัดมาตรการคิวอีออกมาใช้ นอกจากจะไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่ภาวะที่เลวร้ายลงอีกด้วย ด้วยเหตุผล 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจะส่งแรงกดดันให้เร่งการปฏิรูปโครงสร้าง เพราะจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการขยายตัวของผลิตภาพการผลิต ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
ต่อมา การใช้คิวอีท่ามกลางความง่อนแง่นของเศรษฐกิจฐานรากยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผลกระทบที่จะตามมาให้มากขึ้น เช่น สภาวะคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน และหนี้สินปริมาณมหาศาล เป็นต้น โดยอุปสรรคที่เกิดขึ้นในเอเชียในปัจจุบัน คือ การขาดโอกาสในการลงทุนที่มีความคุ้มค่า
สุดท้าย คือ การใช้สารพัดเครื่องมือทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร็วจนเกินไป จนกระทั่งการลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการงัดมาตรการคิวอีออกมาใช้ ไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร แถมยังไม่อาจช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายกลับมาฟื้นตัวได้อีกด้วย ดังนั้นการใช้มาตรการดังกล่าวควรจะพิจารณาให้รอบคอบว่ามีนโยบายหรือมาตรการอื่นๆ ที่ควรดำเนินการก่อนหรือไม่ เพื่อมิให้ผลร้ายที่อาจเกิดตามมาจากนโยบายดังกล่าว กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ทรุดลงไปอีก
นิวแมนน์ ระบุด้วยว่า ยาที่สามารถรักษาอาการป่วยของเอเชียในขณะนี้ให้ทุเลามีเพียงขนานเดียวเท่านั้น คือ “การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ” ทว่าการใช้ยาแรงในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจนี้ จำเป็นจะต้องใช้การตัดสินใจทางการเมืองในระดับที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เพื่อให้การปฏิรูปดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียวมิอาจรักษาอาการป่วยของเอเชียให้หายขาดได้ ดังนั้นมาตรการต่างๆ ที่ธนาคารกลางในหลายประเทศของเอเชียงัดออกมารับมือกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในขณะนี้ จึงไม่ใช่คำตอบในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ทว่าความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ น่าจะเป็นทางออกที่ช่วยให้เศรษฐกิจเอเชียหายป่วยจากภาวะการชะลอตัวอย่างได้ผลชะงัด







