posttoday
ยืดขาดดุลงบประมาณ เสี่ยงขาดดุลแฝด ทำเครดิตประเทศสะเทือน

ยืดขาดดุลงบประมาณ เสี่ยงขาดดุลแฝด ทำเครดิตประเทศสะเทือน

25 พฤศจิกายน 2557

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การออกมาส่งสัญญาณทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นของ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ทำให้การทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลในปีงบประมาณ 2560 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าต้องถูกเลื่อนออกด้วย

รมว.คลัง ระบุว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งทำงบประมาณเข้าสู่
สมดุล เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นมาก ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาที่สูงถึง 6-7 แสนล้านบาท แค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวก็สูงถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ที่สำคัญประเทศยังต้องใช้เงินเพื่อการพัฒนาประเทศด้านสังคม ทั้งระบบสาธารณสุขที่ยังไม่ได้คุณภาพ  ระบบการศึกษาของไทยที่ถูกจัดชั้นรั้งท้ายประเทศอาเซียน เพราะรัฐไม่เคยให้ความสำคัญในการจัดงบด้านการศึกษา เมื่อเทียบกับงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการจ่ายหนี้ของประเทศ

สมหมาย ประเมินเบื้องต้นว่า ในปีงบประมาณ 2559 และ 2560 ต้องทำงบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย หรือประมาณ 15% ของงบประมาณ เพิ่มขึ้นจากงบประมาณ 2558 ที่ขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท โดยอ้างว่าไม่กระทบต่อฐานะการคลัง เพราะหนี้สาธารณะอยู่ระดับต่ำ 46% ของ
จีดีพี เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น มีหนี้สาธารณะสูงถึง 100% ของจีดีพี รวมทั้งกรอบทำงบประมาณ ยังเปิดให้ขาดดุลได้ถึง 20% ของงบประมาณ เมื่อรวมกับ 80% ของงบชำระต้นเงินกู้แล้ว จะขาดดุลได้สูงถึง 5 แสนกว่าล้านบาท การขาดดุลงบประมาณเพิ่มในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงถือว่ายังอยู่ในกรอบวินัยการคลัง

หากฟังเหตุผลของ รมว.คลัง ก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องตั้งงบขาดดุลเพิ่มขึ้น เพราะเป็นการกู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว ไม่ได้นำเงินไปใช้แจกจ่ายทำโครงการประชานิยมที่ไม่คุ้มกับค่าเงินที่เสียไป

อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาการทำงบขาดดุลและใช้เม็ดเงินขาดดุลเพิ่มขึ้นก็เป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน เพราะสะท้อนว่าการเก็บรายได้ของประเทศมีปัญหาไม่พอกับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มขึ้น และการปรับโครงสร้างภาษีของรัฐบาลไม่ตอบโจทย์ในการหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายประเทศ

นอกจากนี้ แม้การทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้น จะทำให้หนี้ของประเทศไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี แต่หากพิจารณาความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาลที่อยู่ในระดับ 17-18% ของ
จีดีพีแล้ว รัฐบาลควรเป็นหนี้ไม่เกิน 50% ของจีดีพี เพราะหากเกินกว่านี้รัฐบาลอาจมีปัญหางบไม่พอชำระหนี้ เพราะในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ได้กำหนดไว้ด้วยว่าภาระชำระหนี้ที่จ่ายแต่ละปีต้องไม่เกิน 15% ของงบรายจ่าย ซึ่งทุกวันนี้ก็ใกล้ชนเพดาน และปัจจุบันงบชำระหนี้ที่ตั้งไว้ปีละ 2 แสนล้านบาท ชำระได้เพียงดอกเบี้ยเงินกู้เท่านั้น

ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ก็พบปัญหาภาระชำระหนี้ชนเพดาน จึงมีการยักย้ายหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) 1.1 ล้านล้านบาท ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้รัฐบาลลดภาระงบชำระหนี้ส่วนนี้ลงได้ถึงปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญทำให้ภาระชำระหนี้รวมของรัฐบาลไม่เกินกรอบที่กำหนดไว้

แต่หากรัฐบาลชุดนี้ทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกปีละ 3.5 แสนล้านบาท รวม 2 ปี ก็จะมีหนี้เพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับหนี้จำนำข้าว 6-7 แสนล้านบาท เท่ากับหนี้ของประเทศเพิ่มขึ้น
1.4 แสนล้านบาท มากกว่าหนี้ของ FIDF ทำให้กรอบชำระหนี้ที่ต้องไม่เกิน 15% ของงบรายจ่ายมีปัญหาชนเพดานอีกครั้ง

การทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้นยังทำให้หนี้ของประเทศพอกก้อนโตมากขึ้น ส่งผลต่อฐานะการคลังและเครดิตประเทศได้ แม้ไม่แย่ขนาดถูกลดเครดิต แต่โอกาสจะได้ปรับเพิ่มเครดิตก็น้อยลง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 ถึงปัจจุบัน 2558 รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาแล้ว 9 ปี ตั้งแต่ขาดดุล 1.46 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2550 และเพิ่มสูงเป็น 4 แสนล้านบาทในปี 2554 ก่อนทยอยปรับลดลงเหลือ 2.5 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2558

และหากเป็นตามแผนเดิมที่ปีงบประมาณ 2559 ตั้งงบขาดดุลลดลงและเข้าสู่งบสมดุล จะทำให้งบขาดดุลไม่เกิน 10 ปี เป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับความเชื่อมั่นชั้นนำของโลก ว่า ฐานะการคลังของประเทศแข็งแกร่ง สามารถทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลตามแผน

แต่สัญญาณที่รัฐบาลส่งมาล่าสุด ประเทศไทยจะทำงบขาดดุลนานเกิน 10 ปี และยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้ประเทศเข้าสู่งบประมาณสมดุลได้ด้วยวิธีใด และในปีไหน ส่งผลให้เครดิตของประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น

นอกจากนี้ การขาดดุลงบประมาณจะมาพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น เพราะแสดงให้เห็นว่าฐานะการเงินในประเทศก็อ่อนแอ ความสามารถในการหาเงินต่างประเทศของไทยก็อ่อนแอ เพราะการส่งออกของไทยทรุดตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจโลก และการพัฒนาคุณภาพสินค้าไทยไม่ทันความต้องการของโลก

การขาดดุลงบประมาณและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกันเป็นเวลายาวนานย่อมไม่ส่งผลดีต่อประเทศ รัฐบาลในอดีตตระหนักดีและพยายามบริหารการขาดดุลทั้งสองตัว โดยช่วงที่ขาดดุลงบประมาณก็จะดูแลไม่ให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และหากเห็นว่า
จะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก็จะดูแลให้การขาดดุลงบประมาณลดลงหรือให้มีความชัดเจนว่าจะเข้าสู่สมดุลเร็วที่สุด

แต่ทว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังเล่นเกมเสี่ยง คือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้ทั้งขาดดุลงบประมาณสูงและนานขึ้น พร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้น จึงเป็นเดิมพันการบริหารเศรษฐกิจ เพราะหากไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ตามเป้า ฐานะการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็จะอยู่ในภาวะวิกฤต

เครดิตของประเทศไทยก็เสี่ยงที่จะถูกลดระดับได้ง่ายๆ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69