
รักและศรัทธา (1)
การฝึกเจริญสติเป็นการปฏิบัติธรรมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้
การฝึกเจริญสติเป็นการปฏิบัติธรรมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้ และอยากถ่ายทอดเป็นบันทึกประสบการณ์ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะ 7 วันของการฝึกเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเพียงผู้เดียว สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่น หรือฝึกในแนวทางอื่นอาจพบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สำหรับประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของผู้เขียนจะนำเสนอเป็นตอนๆ ที่จะค่อยๆ คลี่คลายความคิดและความเข้าใจในการปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความรักและศรัทธาจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ซึ่งจะก่อเกิดอย่างไร รูปแบบไหน และผู้เขียนจะได้เรียนรู้อะไร โปรดติดตาม
ก่อนตี 4 คือเวลาตื่นนอน เพื่อล้างหน้าแปรงฟันและทำวัตรเช้า สำหรับผู้เขียนเรียกว่าอ่านหนังสือสวดมนต์มากกว่า จะดีหน่อยตรงที่มีคำแปลไม่ใช่มีเพียงคำบาลี ทั้งง่วงและท้องไส้ป่วนปั่น จากความเคยชินของการจัดการธุระหนักส่วนตัวยามเช้า หลังสวดมนต์ ฟังบรรยายธรรมราว 30 นาที โดยเหลือเพียงแสงเทียนขณะบรรยาย ผู้เขียนรู้สึกปวดตาขณะแสงเทียนวิบวับตามกระแสลมจึงหลับตาและสติก็วูบอย่างง่วงงุน ธรรมบรรยายจึงผ่านหูซ้ายทะลุหูหมาไปเรียบร้อย นี่เป็นอาการแรกๆ ของการปฏิบัติในช่วงสองสามวันแรก
เวลาอาหารเช้าประมาณ 8 โมง และเริ่มปฏิบัติธรรมเวลา 09.30 น. ปฏิบัติร่วมกัน 1 ชั่วโมง และแยกย้ายปฏิบัติเป็นส่วนตัวอีก 1 ชั่วโมง โดยมี 2 รูปแบบคือ ท่านั่งสร้างจังหวะ 14 ท่า และการเดินจงกรม หลักการปฏิบัติคือการเจริญสติ เราไม่ได้ปฏิบัติด้วยการกำหนด หรือภาวนา แต่เราฝึกสติ ให้ทุกขณะมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้ดูความคิด ไม่ห้ามหรือบังคับตัวเองให้หยุดคิด เมื่อคิดจงรู้ว่าคิดและตามความคิดนั้นไป มีสติรู้ว่าคิดอะไร สติอยู่ตรงกลางระหว่างการ “เพ่ง” และ “เผลอ”
อาหารกลางวันเป็นเวลาเดียวกับเวลาเพล ช่วงบ่ายเป็นการปฏิบัติเช่นเดียวกับช่วงเช้า เรางดอาหารเย็นและดื่มน้ำปานะ การทำวัตรเย็นเวลาประมาณ 6 โมงและต่อด้วยการบรรยายธรรมเช่นเดียวกัน การฟังธรรมช่วงเย็นจะเข้าหูและสมองมากกว่าช่วงเช้ามากนัก มีผ่านไปเข้าหูหมาบ้างเล็กน้อยหลังจากนั้นเป็นการปฏิบัติร่วมกันและแยกปฏิบัติอีกราวสองชั่วโมง จึงเข้านอนประมาณ 23 ทุ่ม
แต่ละวันจะหมุนเวียนไปเช่นนี้ ความรู้สึกแรกๆ คือความเบื่อหน่าย แต่จะพบความท้าทายในช่วงเดินไปกลับระหว่างที่พักและศาลาปฏิบัติธรรม เนื่องจากผู้เขียนพักอยู่บนเขาที่ยังเป็นป่าร่มครึ้ม เวลาตื่นและเวลานอน เป็นช่วงที่ไม่มีแสงใดนอกจากไฟฉาย แม้เส้นทางจะไม่ไกลนัก แต่เราสามารถหลงทางได้ทุกครั้งที่เดินขึ้นลงไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม ความตื่นเต้นอีกข้อคือการอาบน้ำในห้องน้ำที่ไม่มีประตู แต่มีม่านกั้น เป็นห้องน้ำข้างที่พักบนเขา ไม่มีไฟฟ้าและมืดค่ำย่อมไม่มีใครเห็น แต่สำหรับผู้เขียนมันเป็นการอาบน้ำที่เร้าใจและน้ำเย็น (โคตร) จับใจ จึงขอสมัครพบประสบการณ์การอาบน้ำแบบนี้ครั้งแรกและครั้งเดียว (หมายถึงเปลี่ยนมาอาบห้องน้ำที่มีประตูปิดปกติ ด้านหลังศาลาปฏิบัติธรรมแทน)
ประสบการณ์ระหว่างปฏิบัติช่วงแรก คือ ความง่วงสุดพลัง จึงพยายามหาวิธีแก้ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถตลอดเวลา คือ ถ้าอยู่ในการปฏิบัตินั่งสร้างจังหวะ เมื่อขัดสมาธิจนปวดขา ผู้เขียนจะเปลี่ยนเป็นพับเพียบ สลับซ้ายขวา และเปลี่ยนมาขัดสมาธิอีก สลับไปเรื่อยๆ และถ้าอยู่ในการปฏิบัติเดินจงกรม เมื่อถึงจุดที่ต้องเดินวนย้อนกลับจะใช้วิธีสลับซ้ายขวาเช่นกัน รู้สึกแก้เบื่อและง่วงได้บ้าง อีกสิ่งหนึ่งที่พบคือขณะที่กำลังดูและตามความคิดในหัวตัวเอง จะพบว่าผู้เขียนเผลอคิดเรื่องอดีต หรือบางครั้งก็คิดเผลอไปเรื่องอนาคต สิ่งสำคัญที่เรียนรู้คือปัจจุบันขณะ แม้เราไม่สามารถหยุดความคิดตนเองได้ รวมทั้งอย่าพยายามกดข่มความคิด จะทำให้เครียดในการปฏิบัติ เพียงตามดูความคิดและเห็นมัน เท่านั้นเอง...
วิธีแก้เบื่อและง่วงระหว่างปฏิบัติของผู้เขียน เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ ผู้เขียนจะค้นพบคำตอบของคำถามนี้ได้จากใครและอย่างไร หรือผู้เขียนจะเบื่อๆ ง่วงๆ ตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติหรือไม่ ติดตามตอนต่อไป
กายของคนมีเครื่องป้องกันมากมาย มีเสื้อป้องกันความหนาว มีหมวกใส่ป้องกันศีรษะ แต่ใจของเราไม่มีเครื่องมือป้องกันใด นอกจาก “สติ”







