
ขยายพื้นที่ใช้กำไลอีเลคทรอนิคคุมประพฤติเมาแล้วขับ
ปลัดยธ.หนุนใช้กำไลอีเลคทรอนิคคลุม 27 จังหวัด คุมประพฤติผู้ต้องหาเมาแล้วขับ
ปลัดยธ.หนุนใช้กำไลอีเลคทรอนิคคลุม 27 จังหวัด คุมประพฤติผู้ต้องหาเมาแล้วขับ
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมการทำงานของกรมคุมประพฤติโดยมีนางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมผู้บริหาร นำเสนอรายงานผลการทำงาน พร้อมกันนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์( Electronic Monitoring) หรืออีเอ็ม (กำไลข้อเท้า) ที่ใช้ควบคุมผู้ถูกคุมประพฤติแทนการคุมขัง
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า การใช้เครื่องมือดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม ควบคุมพฤติกรรมผู้ต้องโทษได้โดยไม่ต้องนำตัวมาคุมขัง ซึ่งเน้นใช้กับคดีที่ส่งผลกระทบกับสังคม เช่นคดีเมาแล้วขับ โดยเครื่องมือสามารถกำหนดเงื่อนไขการเดินทาง การห้ามเข้าออกพื้นที่ รวมถึงจำกัดระยะเวลาออกนอกพื้นที่ได้ ทำให้ผู้ต้องโทษไม่สามารถออกไปก่อเหตุซ้ำได้อีก อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กระทำผิดเงื่อนไขเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามและรายงานผลต่อศาลประกอบการพิจารณาโทษเพิ่มเติมได้ ทำให้ผู้ต้องโทษเหล่านี้มักไม่มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทางเพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษเพิ่ม
ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มขยายการใช้งานเครื่องมือไปยังผู้ต้องโทษคดีอื่นนอกเหนือจากคดีเมาแล้วขับ แท็กซี่เถื่อนนั้นคำสั่งใช้เครื่องมือกับผู้ต้องโทษคดีใดเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะออกคำสั่ง ซึ่งคดีที่ศาลสั่งส่วนใหญ่เป็นคดีที่เห็นว่าอาจส่งผลกระทบกับส่วนรวม โดยเฉพาะคดีเมาแล้วขับที่อาจก่ออุบัติเหตุกับผู้อื่นได้ ส่วนการใช้เครื่องมือดังกล่าวกับเด็กแว็นซ์ที่ถูกมองว่าอาจกระทบสิทธิเด็ก กระทรวงยุติธรรมคำนึงสิทธิของทุกคน การใช้เครื่องมือเพื่อเป็นตัวช่วยแก้ไขผู้ทำผิด แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกันและสร้างจิตสำนึกให้เด็กรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าไม่เฉพาะกับตัวเองแต่จะส่งผลต่อครอบครัว และผู้อื่นด้วย
สำหรับการใช้งานเครื่องมือแทนการคุมขัง มีการใช้งานนำร่องมาแล้ว 200 ชุด และล่าสุดได้จัดซื้อเครื่องมือชุดใหม่จำนวน 3,000 เครื่อง วงเงิน 74 ล้านบาท ซึ่งจะขยายพื้นที่การใช้งานให้มากขึ้นจากเดิมใช้เฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ไปอีก 22 จังหวัด คือ นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ปทุมธานี สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา สมุทรปราการ อุดรธานี สกลนคร เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ พิษณุโลก นครปฐม เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา โดยระบบใหม่จะใช้จีพีเอสในการติดตามตัว เป้าหมายการใช้งานในปี 2558 นอกจากใช้ควบคุมผู้ต้องโทษแล้วจะนำไปใช้กับผู้ได้รับการพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษ และผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพด้วย
ภาพประกอบข่าว







