posttoday
โอกาสและความท้าทายของธุรกิจไทย ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

โอกาสและความท้าทายของธุรกิจไทย ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

08 มิถุนายน 2553

8...ดวงพร ทรัพย์สกุล ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

ความคืบหน้าของการเจรจาภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) และการดำเนินการเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจในการเลือกแหล่งผลิตและตลาดส่งออกได้อย่างเสรีมากขึ้นภายในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) พม่า และเวียดนาม หรือที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งโอกาสทางธุรกิจในประเทศเหล่านี้กำลังเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง และเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในหมู่นักลงทุนและผู้ส่งออกของไทยและต่างชาติ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Economic Intelligence Center : SCB EIC) จึงได้วิเคราะห์ในเชิงลึกถึงโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV โดยพบว่ามีโอกาสทางธุรกิจแต่ยังไม่มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเหล่านี้ยังมีขนาดเล็ก แม้ว่าประชากรมีจำนวนรวมกันถึง 163 ล้านคน หรือประมาณ 2.5 เท่าของประชากรไทย แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวยังนับว่าอยู่ในระดับต่ำมาก และภาพรวมทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนไป แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีการเติบโตในอัตราสูงสุดเท่าที่เคยมีมาก็ตาม ขนาดเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็จะยังคงมีขนาดเล็กอยู่ต่อไป ทำให้ต้องพิจารณาถึงโอกาสทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจงลงไป

การเลือกโอกาสเฉพาะด้านของธุรกิจไทยที่มีในกลุ่มประเทศ CLMV ต้องพิจารณาจากทั้งด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากรและกลุ่มรายได้ ตลอดจนทิศทางของรูปแบบการบริโภคที่มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลทำให้ความต้องการสินค้าบริการ และโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในแต่ละประเทศแตกต่างกัน จากการจำลองรูปแบบการบริโภคของ SCB EIC พบว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เวียดนามจะมีกลุ่มประชากรที่มีรายได้ปานกลางระดับล่างขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจากเกือบ 3% เป็นประมาณ 12% ดังนั้น การบริโภคที่ผูกติดกับระดับรายได้ของคนกลุ่มนี้จึงน่าจะเติบโตสูงที่สุด สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของธุรกิจที่น่าจะตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของประชากรและอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตในกัมพูชา และโทรศัพท์มือถือในพม่า เป็นต้น นอกจากนี้ หากเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ จะนำไปสู่โอกาสการส่งออกผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้า สำหรับโอกาสด้านการลงทุนและการผลิต เราพบว่าการย้ายฐานการผลิตสำหรับภาคการผลิตที่เน้นใช้แรงงานเพื่อลดต้นทุนก็อาจทำได้ในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่อหน่วยต่ำที่สุด ซึ่งจากการประเมินตัวอย่างกิจการผลิตเสื้อผ้าแห่งหนึ่งของไทย พบว่าหากบริษัทดังกล่าวย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามจะมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังมีโอกาสใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจท่องเที่ยวในทุกประเทศกลุ่ม CLMV โดยเห็นได้จากอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวเฉลี่ยสะสมในช่วงปี 25472551 ของกัมพูชาและ สปป.ลาวอยู่ที่ 19% และ 34% ต่อปี เทียบกับของไทยที่เติบโตเพียง 6%

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาไทยยังได้ชื่อว่ามีบทบาทสำคัญทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV แต่เราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจมากนัก เพราะปัจจุบันบทบาทของไทยได้ถูกหลายประเทศแซงหน้าไปแล้ว เช่น มาเลเซีย ซึ่งเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีสัดส่วนการลงทุนโดยตรงในเวียดนามสูงกว่าไทยเกือบ 4 เท่าแล้วในปี 2551 ขณะเดียวกันนักลงทุนจากเวียดนามซึ่งเดิมแทบไม่มีบทบาทในกัมพูชา ปัจจุบันก็แซงหน้าไทยไปแล้วเช่นกัน นั่นแสดงถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้เรามีคู่แข่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย โดยไม่ใช่มีเพียงบริษัทท้องถิ่นในประเทศเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันเอง และประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ เช่น จีนอีกด้วย ดังนั้น เราจึงต้องตระหนักถึงศักยภาพของประเทศคู่แข่งเหล่านี้ และไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือปล่อยให้ประเทศผู้ลงทุนอื่นๆ แซงหน้าไปอย่างน่าเสียดาย

อีกทั้งมีความท้าทายในการทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้ และมีความเสี่ยงสูงในด้านเศรษฐกิจมหภาค ความท้าทายในการลงทุนในประเทศเหล่านี้มีให้เห็นในหลากหลายด้านจากเครื่องชี้วัดบรรยากาศการลงทุนในประเทศเหล่านี้ อาทิ เวียดนามซึ่งมีอันดับดีที่สุดในกลุ่มประเทศ CLMV ในแง่ของ “ความสะดวกในการทำธุรกิจ” จากข้อมูลของธนาคารโลกและบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ แต่ก็ยังถือว่ามีอันดับรวมที่ต่ำคือ อันดับที่ 93 จากทั้งหมด 183 ประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นในด้าน “การคุ้มครองนักลงทุน” เวียดนามก็จัดอยู่ในอันดับท้ายๆ คืออันดับที่ 172 ในขณะที่ สปป.ลาว ครองอันดับรองสุดท้ายคืออันดับที่ 182 นอกจากนี้ในทุกประเทศยังคงมีความเสี่ยงสูงด้านเศรษฐกิจมหภาค ดังจะเห็นได้จากดัชนีชี้วัดสำคัญต่างๆ เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงมาก ไล่จาก สปป.ลาว ที่ลบ 6.6% ของ GDP ไปจนถึงลบ 11.5% และฐานะการคลังที่อ่อนแอจากการขาดดุลงบประมาณสูง เช่น กัมพูชา (ลบ 6.0% ของ GDP) และเวียดนาม (ลบ 9.7% ของ GDP) ซึ่งความท้าทายและความเสี่ยงเหล่านี้ ทำให้โอกาสที่เกิดขึ้นในประเทศกลุ่ม CLMV ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่กล้าเสี่ยง

โอกาสเฉพาะด้านของธุรกิจไทยในกลุ่มประเทศ CLMV

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน