
(ไม่) เหมือนกันทุกๆ วัน
หลังลืมตาตื่น เราก็พบว่าเรื่องต้องทำมีมากมาย แต่เวลามีน้อยนิด สิ่งที่ต้องคิดและตัดสินใจก็เยอะเกินไป
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
หลังลืมตาตื่น เราก็พบว่าเรื่องต้องทำมีมากมาย แต่เวลามีน้อยนิด สิ่งที่ต้องคิดและตัดสินใจก็เยอะเกินไป จึงหลับตาลงอีกครั้ง พร้อมกับฝันถึงชีวิตเรียบง่าย
หนึ่งปัญหาที่เราต้องคิดตัดสินใจในทุกๆ เช้าคือ “วันนี้จะใส่อะไรดี...” ถึงแม้จะมีเสื้อผ้าอยู่มากมายเต็มตู้ แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกับว่า “ไม่มีอะไรจะใส่” บางวันเลือกแล้วเลือกอีก ลองแล้วถอด ถอดแล้วลอง วุ่นวายโกลาหล เสียเวลา เสียอารมณ์ บางครั้งถึงกับไปทำงานสาย หรือเข้าประชุมไม่ทัน แค่เรื่องเสื้อผ้ายังทำให้ชีวิตยุ่งยากขนาดนี้
ผู้หญิง (อย่างเราและอีกหลายๆ คน)ช็อปปิ้งเสื้อผ้ากันเป็นประจำ เจอป้ายเซลเมื่อไหร่ก็พุ่งเข้าใส่ “ตัวนี้เหลือ 199 เอง ซื้อดีกว่า” เหตุผลในการเลือกซื้อเสื้อผ้าของผู้หญิงบางครั้งก็ไม่ได้อยู่ที่ความทนทานหรือใช้ได้นาน ทั้งๆ ที่รู้ว่าใส่พักเดียวก็จะเบื่อหรือล้าสมัย แต่ก็ยังซื้อ เพื่อเติมตู้ของพวกเธอให้มีเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบและสีสัน สำหรับเลือกใส่ให้เหมาะสมกับกาลเทศะ อารมณ์ และฤดูกาล แต่ถึงอย่างนั้นชีวิตเราก็ไม่เคยหลุดพ้นจากคำถาม “วันนี้จะใส่อะไรดี...” หรือบ่นว่า “ไม่มีอะไรจะใส่” เสมอๆ
ขณะที่เพื่อนชายของเราดูจะไม่เข้าใจปัญหาหน้าตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงนัก พวกเขาไม่ซื้อเสื้อผ้าบ่อย และมักจะเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ใส่คุ้มทนนาน บางครั้งเขาเลือกจ่ายเงินเรือนหมื่นสำหรับกางเกงยีนส์หรือรองเท้าหนัง ถ้าคิดแล้วว่าชิ้นนี้ใส่ได้ตลอดชีวิต หรือถ้าเบื่อก็อาจมอบต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน หรือเอาไปขายเป็นของสะสมมือสอง ผู้ชายหลายคนมักจะซื้อเสื้อผ้ารูปแบบสีสันเดิมๆ ซ้ำๆ เปิดตู้เสื้อผ้ามาก็เห็นเหมือนๆ กันไปหมด ดูแล้วน่าเบื่อ แต่ก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นวันนี้จะใส่อะไร
การคิดและตัดสินใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บ่อยครั้งกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เคยศึกษาและพบว่า ในแต่ละวันสมองของคนเรามีพลังจำกัด ถ้าวันใดมีเรื่องให้ตัดสินใจมากเกินทำให้เกิด “ความเมื่อยล้าในการตัดสินใจ” หากเราเสียพลังตั้งแต่เช้ากับการตัดสินใจว่าจะใส่เสื้อตัวไหนกับกางเกงสีอะไร จะแมตชิ่งกับกระเป๋าหรือรองเท้าคู่ไหนดี จะกินอะไรเป็นอาหารเช้า ฯลฯ เราอาจจะไม่มีพลังเหลือเพียงพอสำหรับการทำงานและคิดตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ
คงจะดีหากเราสามารถตัดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นออกจากชีวิตได้ แต่เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก คนจำนวนหนึ่งอาจเห็นว่าการใส่เสื้อผ้าเหมือนเดิมซ้ำๆ คือ ความขี้เกียจหรือการขาดเซนส์ทางแฟชั่น ทว่านักจิตวิทยากลับเห็นเป็น “สัญญาณความเป็นอัจฉริยะ” อย่างหนึ่ง โดยสะท้อนจากชีวิตของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้สวมใส่แต่สูทสีเทา เพราะไม่อยากเสียพลังงานสมองไปกับการเลือกเสื้อผ้าในทุกวัน
อัจฉริยบุคคลหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จซึ่งใส่เสื้อผ้าแบบเดิมซ้ำๆ ในยุคปัจจุบัน รวมถึงแฟชั่นดีไซเนอร์อย่าง ไมเคิล คอร์ ซึ่งสวมแต่เสื้อยืดคอกลมกับแจ็กเกตดำ หรือผู้ประดิษฐ์รถเซ็กเวย์ ดีน คาเมน ที่ใส่เสื้อเดนิมและกางเกงยีนส์เท่านั้น ในตู้เสื้อผ้าของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ก็มีแต่แจ็กเกตสีเข้มและเสื้อเชิ้ตสีฟ้า ส่วนศิลปินเพลงผู้ล่วงลับอย่าง จอห์นนี แคช ก็ใส่ชุดดำตลอดจนได้รับสมญานามว่า แมน อิน แบล็ก
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา นั้นก็สวมแต่สูทสีน้ำเงินกับเทา ผู้นำสหรัฐเคยให้สัมภาษณ์ว่า การมีเสื้อผ้าแค่ 2 สี ทำให้เขามีเรื่องต้องตัดสินใจน้อยลง “ผมไม่ต้องการคิดตัดสินใจเกี่ยวกับอาหารที่จะรับประทานหรือเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ เพราะผมมีเรื่องอื่นๆ ต้องตัดสินใจมากมายเกินไปอยู่แล้ว”
เช่นเดียวกันกับ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก ซึ่งมักจะใส่เสื้อยืดคอกลมสีเทาทุกๆวัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว มาร์ก บอกกับนักข่าวว่า เขาไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อย อยากใช้เวลาไปคิดเรื่องมีคุณค่า อีกหนึ่งคนที่ใส่เสื้อผ้าเดิมๆ ซ้ำๆ คือ สตีฟ จ็อบส์ แห่งแอปเปิ้ล เขาจะปรากฏตัวในเสื้อคอเต่าแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบเสมอๆ
การใส่เสื้อผ้าเหมือนเดิมทุกวัน (ไม่ใช่เสื้อผ้าชุดเดิมที่ไม่ได้ซัก) อาจจะถูกมองว่าซ้ำซากไม่สร้างสรรค์ แต่นักการตลาดกลับมองว่า นี่คือการสร้างตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์ หรือมีลุคเป็นเครื่องหมายการค้า ทำให้ตัวเองเป็นที่จดจำและโดดเด่น เมื่อพูดถึง สตีฟ จ็อบส์ เราก็คิดถึงเสื้อคอเต่าสีดำ เมื่อคิดถึง มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ภาพเสื้อคอกลมสีเทาก็จะลอยมา นอกจากนี้การที่ มาร์ก เลือกเสื้อผ้าสวมใส่สบายนั้นยังมีความหมายว่า เขาคือตัวแทนของคนหนุ่มสาว ผู้ซึ่งไม่ต้องการจะสวมใส่ชุดสูทไปทำงานอีกด้วย หรืออดีตผู้บริหารเอวอนอย่าง แอนเดรีย จัง ซึ่งเป็นซีอีโอหญิงที่มีชื่อใน Fortune 500 ยาวนานที่สุด เธอคนนี้เป็นที่รู้จักและจดจำได้อย่างดีด้วยเดรสเข้ารูป (มักจะเป็นสีแดง) ไข่มุก รองเท้าส้นเข็ม และลิปสติกสีแดง
จะดีแค่ไหนถ้าหากทุกๆ เช้าเราไม่ต้องคิดตัดสินใจว่า “วันนี้จะใส่อะไรดี...” อีกต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องตามแบบใคร เพียงแต่สร้างสรรค์ “ยูนิฟอร์ม” สไตล์เราขึ้นมา เพื่อจะได้ออกจากบ้านเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมั่นใจขึ้นแม้ไม่มีอะไรการันตีว่าการใส่เสื้อผ้าแบบเดิมทุกวันจะทำให้ทุกคนเป็นอัจฉริยะหรือประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แต่อย่างน้อยเราน่าจะมีเวลามากกว่าเก่า ตัดสินใจเรื่องต่างๆ น้อยลง และชีวิตเรียบง่ายอาจจะไม่ได้มีแค่ในความฝัน







