
ออกโฉนดแสนแปลง แก้ปัญหาที่ดินทำกิน
กรมที่ดินเดินหน้าออกโฉนด 1.1 แสนแปลง ทั่วประเทศภายในปี 2558 ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน
กรมที่ดินเดินหน้าออกโฉนด 1.1 แสนแปลง ทั่วประเทศภายในปี 2558 ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน
นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำโครงการการออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชน กำหนดเป้าหมายออกโฉนดที่ดินในปี 2558 จำนวน 110,200 แปลง ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนามาตรฐานแผนที่รูปแปลงโฉนดที่ดินและเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินครอบคลุมทั่วประเทศด้วยเทคโนโลยีการรังวัดระบบดาวเทียมอาร์ทีเค ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่ 48 จังหวัด มีเป้าหมายเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จำนวน 100,120 แปลง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 14 พ.ย. 255730 ก.ย. 2558
2.โครงการเดินสำรวจเพื่อแก้ปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และบริเวณพื้นที่นอกเขตอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี เป้าหมายเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จำนวน 4,000 แปลง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 255730 ก.ย. 2558
3.โครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินแบบท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาการออกโฉนดที่ดินตามคำขอ ส.ค.1 ค้างดำเนินการในพื้นที่ 11 จังหวัด เป้าหมายรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำนวน 6,080 แปลง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 255730 ก.ย. 2558
รมช.มหาดไทย กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีปล่อยคาราวานเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เพื่อดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ณ กรมที่ดิน โดยระบุว่า โครงการออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งรัด เพื่อให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างถูกต้อง และแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ให้ผู้ถือครองที่ดินได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างทั่วถึง สร้างความมั่นคงและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ เกิดแรงจูงใจที่จะพัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์ อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศโดยรวม
ด้าน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำของภาคการเกษตรในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งแก้ปัญหาสิทธิครอบครองที่ดินที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างการวางกรอบด้านกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนปัญหาน้ำในการใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคจะต้องกลับมาพิจารณาถึงแนวทางการจัดเก็บค่าน้ำในอัตราที่เหมาะสมกับภาคการผลิตแต่ละภาคส่วน







