posttoday
แรงงานรุ่นหนุ่ม-สาวของไทย

แรงงานรุ่นหนุ่ม-สาวของไทย

12 พฤศจิกายน 2557

หยิบเรื่องนี้มาเขียน เพราะเห็นว่าทางการกำลังผลักดันเรื่องที่ใช้ชื่อเรียกย่อๆ กันว่า “STEM” (Science, Technology, Engineers, Math) ซึ่งเป็นโครงการที่น่าจะเริ่มดำเนินการกันไปบ้างแล้ว เพราะเท่าที่คุยกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางท่านก็ทราบเรื่องดี แต่ปัญหาอุปสรรคก็น่าจะมีค่อนข้างมาก เช่น

หยิบเรื่องนี้มาเขียน เพราะเห็นว่าทางการกำลังผลักดันเรื่องที่ใช้ชื่อเรียกย่อๆ กันว่า “STEM” (Science, Technology, Engineers, Math) ซึ่งเป็นโครงการที่น่าจะเริ่มดำเนินการกันไปบ้างแล้ว เพราะเท่าที่คุยกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางท่านก็ทราบเรื่องดี แต่ปัญหาอุปสรรคก็น่าจะมีค่อนข้างมาก เช่น

1) ความเข้าใจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ ตรงกันหรือไม่ ผู้เขียนเองอาจจะวาดหวังไว้มาก เพราะเข้าใจว่า STEM น่าจะหมายถึง การผลักดันให้เยาวชนของไทยหันไปสนใจเรียนเรื่อง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ กันมากขึ้น เพื่อให้มีบุคลากรในด้านนี้ (ปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ) กันมากขึ้น แทนการเรียนด้านสังคมอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมีค่าตอบแทนสูง อย่างที่เมื่อไม่กี่วันก่อนก็มีการสำรวจค่าตอบแทนผู้ที่จบระดับอุดมศึกษาของตลาดแรงงานไทย และปรากฏว่า บุคลากรทางด้านการเงินมีค่าตอบแทนสูงที่สุด คือสำหรับผู้จบใหม่จะมีอัตราเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5 หมื่นบาท ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะเป็นคอลัมน์ ไม่ใหญ่มาก ก็สะท้อนให้เห็นว่า การเรียนด้านสังคมย่อมมีแรงดึงดูดที่แข็งแกร่งต่อเยาวชนของไทยมากกว่าสายวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ยังได้รับฟังโครงการที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งดำเนินการร่วมกับโรงเรียนมัธยมปลาย ที่นัยว่าเป็นโครงการ STEM โดยการจัดทำหลักสูตรการทอผ้าไหม ทำให้ผู้เขียนเกิดคำถามว่า แล้ว STEM ของเราจะไปถึงไหน จะว่าไปเขาก็ไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นเทคโนโลยี และเมื่อบวกด้วยมิติทางสังคมหรือชุมชน ผู้เขียนเลยไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจผิดไปเองที่หวังจะเห็นเด็กของเราเรียนทางด้าน STEM ที่จะสามารถไปต่อได้สูงๆ เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นนักวิจัยที่เก่งกาจในอนาคต หรือว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยมองแค่ Output ไม่ใช่ Outcome

2) ความเข้าใจระหว่างมหาวิทยาลัยกับโรงเรียน เพราะเท่าที่ได้หารือกับผู้เกี่ยวข้องหลายท่านก็ทราบว่า ผู้รับก็หวังจะได้มาเป็นรูปร่างสำเร็จรูป (Package) คือได้ทั้งงบประมาณ ได้ทั้งหลักสูตรที่ทำมาให้เสร็จ และอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะ

3) ตัวเยาวชนของไทยเองก็ดูขาดระเบียบวินัย ขาดความอดทน ต้องการได้เงินเร็วๆ รวยเร็วๆ เพราะมีตัวอย่างที่เห็นในสังคมว่าคนไม่ดีแต่รวย ก็จะมีอำนาจและอยู่ในสังคมได้อย่างเชิดหน้าชูตา ทำอะไรก็ไม่ผิด เยาวชนไทยไปจนถึงคนรุ่นหนุ่ม-สาว จึงสับสนระหว่างความผิด-ถูก สีขาว-สีดำ หลายคนพูดว่า ไม่มีอะไรขาว อะไรดำ แค่เป็นสีเทาๆ ก็ใช้ได้

มีการพูดถึงเด็กไทยที่จบปริญญาตรีเมืองไทยจากแหล่งวิชาที่เรียกตัวเองว่า มหาวิทยาลัย เมื่อเข้าไปทำงานนั้นทำไม่ได้ ต้องมาเสียเวลาฝึกกัน ซึ่งเรื่องนี้บริษัทต่างๆ ทราบกันดี และผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะ ต่างกับสาขาแพทย์ เพราะเขามีการขึ้นวอร์ด เรียนกับของจริง และมีอินเทอร์นซึ่งเปรียบเสมือนการฝึกงาน แต่ต้องตกใจมากเมื่อได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง บอกว่าสาขาแพทย์ก็มีปัญหา หากให้เอนซ์เทอร์น ทำเลยก็ตาย คือ คนไข้ตาย เพราะไม่งั้นมีปัญหาเหมือนกัน คือ เอ็กสเทอร์นไปรักษาคนไข้ทันทีก็ตาย คือ คนไข้ตาย และที่สำคัญแพทย์บางสาขาที่ต้องทำงานหนักนั้นเด็กไม่ยอมเรียน อนาคตจึงอาจขาดแคลนแพทย์บางสาขาได้ ครั้นจะหันไปทางนักวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันยังมีน้อยอยู่แล้ว และยังมีความคิดที่รักความสะดวกรวดเร็วตามแบบหนุ่ม-สาวยุคปัจจุบันอีก

นักวิจัยท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า มหาวิทยาลัยที่ทำงานอยู่ได้กระจกมาหนึ่งแผ่นหลายปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังตั้งอยู่ เพราะไม่มีใครยอมนำมาตัดและประดิษฐ์เป็นกล้อง (ผู้เขียนคงไม่ลงรายละเอียดว่าเป็นกระจกอะไรและกล้องอะไร เดี๋ยวจะกลายเป็นไปโจมตีสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เพียงแต่ต้องการยกให้เห็นตัวอย่างแนวคิด หรือ Mentality ของคนรุ่นนี้ที่เป็นระดับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งน่าจะมีอยู่ทั่วๆ ไป) เพราะต่างบอกว่า ของบประมาณซื้อสำเร็จมาเลยดีกว่า เร็วดี ดังนั้นการจะเปลี่ยน Mentality ของเยาวชนไทย ไปจนถึงคนรุ่นหนุ่ม-สาว ให้หันมารักชอบเรียน STEM กันนั้น น่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ที่สำคัญจึงต้องปรับความเข้าใจและแนวคิดของรุ่นอาจารย์ที่เป็นผู้บริหาร ทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยม ให้เข้าใจชัดเจนและตรงกันก่อน

ที่สำคัญคือ อย่ามองเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นเรื่องทางสังคมเพียงประการเดียว แต่เรื่องเหล่านี้มีมิติทางเศรษฐกิจด้วย ยกตัวอย่างว่า ถ้ารัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากร หรือคนรุ่นใหม่ ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสนับสนุนการวิจัยอย่างจริงจัง ป่านนี้เราคงไม่ต้องมาปวดหัวกับราคายางที่ตกต่ำและปริมาณข้าวที่ล้นตลาดอย่างเช่นทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามเริ่มเสียที่รัฐบาลนี้ก็ยังไม่สายไปมากนัก

จึงเป็นเรื่องน่าเห็นใจรัฐบาลชุดนี้ ที่เรียกว่าต้องเข้ามาเพื่อแก้ไขสารพันปัญหาที่หมักหมมมานาน ทั้งคน ทั้งสังคม ทั้งเศรษฐกิจ แถมยังทำท่าจะมีภัยธรรมชาติอีก ท่านผู้นำของเราคงต้องตั้งหลักให้ดีแก้ทีละเปลาะ เอาเรื่องที่สังคมต้องการให้เข้ามาทำเสียก่อน ซึ่งก็คือ การเอาคนผิด คนทำลายเศรษฐกิจและชื่อเสียงของประเทศไทย มาลงโทษเสียก่อน เพราะตอนนี้สังคมก็เริ่มทวงถามกันแล้วว่า ทำไมเงียบนัก เรื่องถอดถอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และประธาน สว. อาจจะไม่เงียบ แต่การลงโทษคนอื่นๆ ในรัฐบาลเดียวกันล่ะไปถึงไหนแล้ว รวมไปถึงคนที่สั่งคืนพาสปอร์ตให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ และอดีตอธิบดีดีเอสไอด้วย ต้องเร่งรัดคดีต่างๆ ให้ออกมาโดยเร็ว ให้คนหนุ่ม-สาวของเราได้รู้จักบ้างว่าอะไรผิด อะไรถูก เมื่อผิดก็ต้องถูกลงโทษ แยกแยะให้ออกว่าปรองดอง กับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายนั้น มันคนละประเด็นกัน ให้เขามีตัวอย่างที่ดี เป็นการตั้งหลักกันใหม่ทั้งประเทศ ส่วนกระทรวงต่างๆ นั้น เจ้ากระทรวงเขาก็ทำงานกันสุดเหวี่ยงแล้ว ขอแค่การสนับสนุนจากผู้นำเท่านั้น ฟันเฟืองต่างๆ น่าจะหมุนไปเองได้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน