
การแจกที่ดิน
การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรามีเหตุผลความจำเป็นที่แตกต่างกัน ในระยะหลังการยึดอำนาจที่เรียกชื่อเป็นตัวย่อ ตั้งแต่ รสช. คมช. จนถึงยุค คสช. มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากความเน่าเฟะของนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจเพื่อเข้ามาโกงกิน มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างไม่อายฟ้าดิน
การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรามีเหตุผลความจำเป็นที่แตกต่างกัน ในระยะหลังการยึดอำนาจที่เรียกชื่อเป็นตัวย่อ ตั้งแต่ รสช. คมช. จนถึงยุค คสช. มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากความเน่าเฟะของนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจเพื่อเข้ามาโกงกิน มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างไม่อายฟ้าดิน
การรัฐประหารจึงเป็นเสมือนการกวาดล้างทำความสะอาดบ้านเมืองเพื่อเริ่มต้นสร้างระบบการเมืองใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรัฐประหาร 2 ครั้งหลังนี้ เห็นได้ชัดเจนว่ามาจากการเมืองถูกครอบงำโดยระบอบทักษิณ มีการโกงกินในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่าทุจริตเชิงนโยบาย โดยใช้ประชานิยมนำหน้า ที่ดูเหมือนสร้างความเจริญให้กับประเทศ แต่ผลประโยชน์ที่แท้จริงจะตกกับนักธุรกิจการเมืองอย่างเป็นกอบเป็นกำ
นอกจากการทุจริตแล้ว ระบอบทักษิณยังทำลายระบบคุณธรรมจริยธรรม บิดเบือนกลไกการตรวจสอบ สร้างฐานอำนาจโดยนโยบายประชานิยมให้กับคนรากหญ้า และที่สำคัญคือมีความพยายามไปในทางเปลี่ยนแปลงการปกครอง อันปรากฏเป็นรูปธรรมจากปล่อยให้มีการใส่ร้ายโจมตีสถาบันสูงสุดของบ้านเมืองเรา อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลยุคใดสมัยใด
การรัฐประหารของ คสช.ครั้งนี้มีบริบทที่แตกต่างจาก คมช.อย่างสิ้นเชิง คสช.เสมือนถูกบังคับให้ต้องเข้ามายึดอำนาจ เพราะมวลมหาประชาชนออกมาเต็มถนนติดต่อยาวนานกว่า 6 เดือน ต้องยอมรับว่าประเทศชาติเราเดินหน้าไม่ได้ รัฐบาลหุ่นเชิดของนักโทษหนีคดี ใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา กระทำการอย่างเหิมเกริม ไม่สนใจไยดีกับเสียงคัดค้าน ลุยผ่านกฎหมายเพื่อล้างผิดให้กับเจ้าของรัฐบาลตัวจริงที่หนีคดีไปเสวยสุขอยู่ต่างประเทศ แม้เกิดปรากฎการณ์ที่มวลมหาประชาชนออกมาหลายล้านคนบนท้องถนน แทนที่จะสำนึกกลับใช้ความรุนแรงตอบโต้ ใช้อาวุธสงครามทำร้ายผู้ชุมนุมจนมีคนบาดเจ็บล้มตายกว่า 20 คน หากไม่เกิด คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ก็ยากที่จะคาดเดาได้ว่าประชาชนจะล้มตายจากความอำมหิตโหดเหี้ยมอีกเท่าใด ประเทศชาติจะบอบช้ำขนาดไหน
คสช.มีโอกาสดีเพราะมีบทเรียนจาก คมช. ที่เห็นกันอยู่ว่าทำแล้วเสียของ ที่เห็นได้ชัดเจน คือหัวหน้า คมช.เองเปลี่ยนสีเปลี่ยนกลิ่นไปในทิศทางตรงกันข้าม มีพฤติกรรมเหมือนสิ่งที่ตนเองใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร
ผมยังเชื่อว่า คสช.เข้ามาด้วยความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาของประเทศและได้ศึกษาความผิดพลาดล้มเหลวของ คมช.มาแล้วเป็นอย่างดี หากทำได้สำเร็จ คสช.จะเป็นวีรบุรุษของคนไทย แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง ถ้ายังคงหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ให้ซ้ำรอยเดิมของ คมช. ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายและจะเป็นการเสียของครั้งที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะหากยังปล่อยให้ระบอบทักษิณกลับมาครอบงำการเมืองของเราได้ จะไม่มีโอกาสให้เกิดการปฏิรูปอีกแล้ว
คสช.ในวันนี้จึงมีหน้าที่ต้องวางระบบวางรากฐาน เพื่อให้การเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นการเมืองที่สะอาด ยึดหลักนิติธรรมในการปกครอง ภารกิจของ คสช. คือทำโครงสร้างประเทศ ทำเรื่องที่เป็นโครงสร้างใหญ่ของบ้านเมือง ไม่ใช้การตกแต่งทำประตูหน้าต่าง
กว่า 10 ปีภายใต้ระบอบทักษิณ ประเทศเราเสียหาย ผิดเพี้ยน จากนโยบายประชานิยม นโยบายที่ไม่ได้สอนให้ประชาชนพึ่งตนเอง แต่สอนให้แบมือรอความช่วยเหลือจากรัฐ เป็นเสมือนการให้ยาเสพติดกับประชาชนรากหญ้า เป็นการซื้อเสียงโดยใช้เงินของชาติ ของแผ่นดินโครงการทางการเมือง ซึ่งในที่สุดแล้ว ประชาชนคนรากหญ้า จะได้แต่เศษเงินและทัศนคติที่ผิด เงินส่วนใหญ่จะไหลกลับเข้ากระเป๋าของนักการเมือง และพวกพ้อง
บริหารงานของรัฐบาล คสช.ที่ผ่านมาดูแปลกๆ และคันๆ ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินให้กับชาวนาไร่ ชาวสวนยาง ไร่ละ 1,500 บาท แม้จะมีเจตนาดีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ก็ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าวันนี้ชาวไร่มัน ไร่อ้อย ชาวสวนผักที่ปลูกคะน้า ผักบุ้ง มาร้องขอบ้าง รัฐบาลจะทำอย่างไร มิต้องตั้งโต๊ะแจกเงินให้กับประชาชนในแต่ละสาขาอาชีพกันหรือ
การช่วยเหลือประชาชนคนยากไร้โดยหลักการแล้วเป็นสิ่งที่ดี ยอมรับกันได้แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุที่แท้จริง หาเหตุที่เขาเหล่านั้นยากจน
นโยบายใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่ คสช.เร่งจัดทำให้เป็นรูปธรรม คือ การจัดที่ดินร่วม 7 แสนไร่ ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ ประชาชนผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยจะให้เริ่มแจกที่ดินได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้
โครงการนี้ได้วางหลักการเอาไว้ค่อนข้างดี คือ ไม่ให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ แต่จะให้เช่าราคาถูกๆ โดยหวังจะป้องกันการนำที่ดินไปขาย แล้วกลายสภาพเป็นผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกิน แล้วไปบุกรุกที่ป่าเขาต่อไป กลายเป็นคนยากไร้ที่รัฐต้องดูแล วนเวียนเป็นมดไต่ขอบกระด้งวนไปไม่รู้จบ
เราเคยให้คำนิยามของคนยากไร้หรือคนไร้ที่ดินทำกินกันบ้างไหมและเคยบังคับใช้กันอย่างจริงจังหรือไม่ เราเคยแจกที่ดินทำกินให้กับคนยากไร้มากี่ครั้งกี่หนแล้ว เคยตรวจสอบกันหรือไม่ว่า คนที่รับแจกที่ดินทำกินยังทำมาหากินในที่ดินที่รับแจกอยู่หรือเปล่า เราเคยเห็นที่ดินที่ออกโฉนดให้กับชาวบ้านห้ามโอน 10 ปี เคยตรวจสอบไหมว่า ที่ดินเหล่านั้นตกอยู่ในมือของพ่อค้านายทุนไปแล้วเท่าใด ต้องยอมรับความจริงกันบ้างว่า เกษตรกรบางส่วนเมื่อได้ที่มาอย่างง่ายก็จะนำไปขายอย่างง่ายๆ เอาเงินมาใช้จ่าย ที่ดินสปก.จำนวนไม่น้อยก็อยู่ในมือของนักธุรกิจ ไม่ใช่เกษตรกร
รูปแบบที่ คสช.จัดให้ดูเหมือนดี คือ ให้เช่าครั้งละ 5 ปี ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ เท่ากับว่าจะนำไปขายไม่ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า สิทธิการเช่าก็เป็นที่ต้องการเหมือนกัน ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เซ้งสิทธิ หากที่ดินอยู่ในทำเลที่ดี เหมาะกับการทำบ้านพักตากอากาศ สิทธิการเช่าเพื่อทำเกษตรกรรม จะแปรเปลี่ยนไปเป็นรีสอร์ทหรือเปล่า ยิ่งในยุคที่คนกรุงเทพฯ หวาดกลัวภัยจากน้ำท้วมเมื่อปี 2554 ปีที่ยิ่งลักษณ์บอกว่า เอาอยู่ ยิ่งน่ากลัวว่า สิทธิการเช่าที่ดินที่ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน จะแปรสภาพเป็นเงินไปในพริบตาหรือเปล่า
ผมเชื่อว่าประชาชนยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินส่วนหนึ่งเคยมีที่ทำกินมาก่อน แต่ได้จำหน่ายจ่ายโอนออกไป ถ้าเราไม่เสแสร้งทำตัวให้ดูดีสงสารคงต้องยอมรับความจริงว่า คนยากไร้ส่วนหนึ่ง นั้นไม่ได้ยากจนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ยากจนจากการทำตัวเอง ไม่ประมาณตัว มีเกษตรกรจำนวนมากที่รักษาที่ดินทำกินไว้ได้ไม่หลงไปกับราคาที่สูงขึ้น พวกเขายังอยู่ได้ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องแบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐ
ผมไม่ได้ขัดขวางการช่วยเหลือคนที่ยากไร้ ตรงกันข้ามผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือเพราะเป็นพื้นฐานของประเทศ หากคนรากหญ้ามีความอยู่ดีกินดี ย่อมไม่ถูกหลอก ไม่ตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ บางกลุ่มบางพวก ผมเพียงแต่ติงว่าการช่วยเหลือต้องเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐาน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
การแก้ปัญหาคนยากไร้ต้องให้เขามีจิตสำนึกที่จะทำมาหากิน ซึ่งผมยังไม่เห็นนโยบายใดที่จะดีไปกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ทำอย่างไรจะให้คนยากไร้หวงแหนที่ดินทำกิน อยู่อย่างมีคุณธรรมอยู่อย่างประมาณตน ไม่หลงไหลไปกับทุนนิยมที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ
มิใช่เพียงเกษตรกรเท่านั้นที่ต้องยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อใกล้วัยเกษียณ มนุษย์เงินเดือนหรือนักธุรกิจ ก็ฝันอยากใช้ชีวิตในวิถีทางเศรษฐกิจพอเพียงกันทั้งนั้น







