
น้ำเน่าเขาวงกต...วงการนักคิด นักเขียน
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ แบ่งสภาพการณ์ของวงการนักคิด นักเขียน และปัญญาชนของไทยในปัจจุบันออกเป็น 2 ขั้ว
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ แบ่งสภาพการณ์ของวงการนักคิด นักเขียน และปัญญาชนของไทยในปัจจุบันออกเป็น 2 ขั้ว คือ สายสัจนิยมและสายสิทธินิยม ตามที่ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้บัญญัติไว้ และขยายความต่อว่า ความขัดแย้งของนักคิด นักเขียน มีอยู่ 2 อย่าง คือ ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ และความขัดแย้งที่เป็นเอกภาพ
“ปฏิปักษ์คือเป็นศัตรูแน่ๆ ใช้ท่าทีสับแหลกฟันเละ แต่ขัดแย้งที่เป็นเอกภาพ เพราะความไม่รู้ แต่เขามีความดีอยู่ มีความขัดแย้งเพราะความไม่เข้าใจ ก็ต้องใช้ท่าทีแบบแสวงหาแนวร่วมสงวนจุดต่าง รอจังหวะที่มาคุยกัน เราไม่ถือว่าเป็นศัตรู แสวงหาความจริงและมีจุดยืนที่ถูกต้อง
“ผมต้องการให้นักคิด นักเขียน กวี คนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมมานั่งพูดคุยกัน ลดท่าทีแบบเสียดเย้ยต่อกันลง ซึ่งบางทีก็รำคาญ เคยมีความพยายามที่จะมานั่งคุยกันแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักที หรือเพราะเรายังใช้ความพยายามไม่มากพอก็ได้ ซึ่งถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้เรื่องไป ปล่อยเขาไป เขาก็รู้เรื่องด้วยตัวเองไป
“ผมไม่หวังในจุดนี้ เพราะเขามีชุดความคิดของเขาอยู่แล้ว เรื่องที่ผมพูดไม่ใช่ว่าไม่เคยพูดมาก่อน อย่ามาดูผม ให้อ่านงานของผม ถึงจุดนี้มันคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว เขามีข้อสรุปของเขาอยู่แล้ว สำหรับผมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดได้ถ้ามันมีเหตุมีผล
“ซึ่งผมยืนหยัดว่าผมเป็น ‘นักสัจนิยม’ ผมคิดว่าผมได้ดูมาแล้วในความเป็นจริงที่เป็นอย่างนี้ มันเป็นประจักษ์ เป็นสิ่งที่ปรากฏ ทำให้เราสรุปได้ว่ามันเป็นความจริง เป็นเหตุเป็นผล เป็นอิทัปปัจจยตา มีเหตุผลที่มันต่อเนื่องกัน เพราะเหตุอย่างนี้มันจึงเป็นอย่างนี้ๆ ในยุคนี้มีภาคส่วนของสังคมเยอะแยะปรากฏขึ้นมา ซึ่งมากกว่ายุค 14 ต.ค. 2516 ซึ่งตอนนี้ก็มีมากขึ้นๆ” เนาวรัตน์ อธิบาย
การประกาศตัวของภาคส่วนเหล่านี้ เนาวรัตน์มองเป็น “การตื่นรู้” ซึ่งต่างกับอีกฝ่ายหนึ่ง แม้มีคนมากหรืออะไรก็ตามแต่เป็น “การตื่นหลง”
สำหรับวงการสื่อมวลชน เนาวรัตน์วิเคราะห์จากที่เป็นอยู่ว่า ทุกวันนี้ไม่มีฐานันดรที่ 4 อีกแล้ว เพราะเลยจากจุดนั้นไปแล้ว สื่อมวลชนได้กลายเป็นเครื่องมือของนายทุนไปแล้ว “ทุกวันนี้สื่อไม่ได้อยู่ได้ด้วยคนอ่านอีกแล้ว แต่อยู่ได้ด้วยทุน ด้วยค่าโฆษณา มีวิธีพลิกแพลงเอาประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ
“นี่ผมถือว่าไม่ใช่สถาบันของสื่อที่เป็นปากเสียงของประชาชนอีกแล้ว ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องทุนเรื่องอะไรนี่มีอยู่ นอกจากปฏิรูปสื่อแล้ว สื่อก็ต้องไปร่วมปฏิรูปในด้านอื่นๆ ด้วย ตอนนี้วงการวรรณกรรมและกวีมันเกิดปรากฏการณ์น้ำเน่าเขาวงกต ไม่ว่าจะเป็นการประกวดต่างๆ การประกวดนั้นมันดี ใครๆ ก็รู้
“แต่ข้อเสียที่ผมเรียกว่าน้ำเน่าเขาวงกต มันก็คือนักเขียนและกวีต่างหัวปักหัวปำกับการแจ้งเกิดบนเวทีประกวด พอไม่ได้รางวัลก็หัวฟัดหัวเหวี่ยง นักอ่านก็จ้องแต่อ่านงานรางวัล ผู้พิมพ์ก็จ้องแต่พิมพ์ส่งประกวด พอได้รางวัลถึงจะพิมพ์เพิ่ม สถาบันที่จะซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดก็ตั้งงบแต่จะซื้อหนังสือที่ได้รางวัลจากการประกวด
“รวมถึงหน่วยงานที่ต้องการสนับสนุนเรื่องงานวรรณกรรมก็จัดประกวดทุ่มเงินรางวัลบลัฟแข่งกัน ผมว่านี่คือน้ำเน่าเขาวงกต แต่ไม่ได้ปฏิเสธการประกวด มีไปเถอะ ดี แต่ว่ามันต้องมีเวทีอื่นๆ บ้าง เช่น ค่ายวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งก็เริ่มมีขึ้นแล้ว ในแวดวงวรรณกรรมเรายังขาดงานอีก 2 ด้าน คืองานวิจารณ์ ซึ่งไม่จำเพาะงานวิจารณ์วรรณกรรมแต่งานศิลปะด้วย เราไม่มีนักวิจารณ์ ถึงมีก็ไม่ได้ทำงานตรงนี้เท่าที่ควร วังวนแบบนี้ วรรณกรรมเราก็เป็นอย่างนั้นไปด้วย”
ในสถานการณ์ที่นักคิดและปัญญาชนหัวก้าวหน้ายุคปัจจุบันนี้ปะทะกันทางความคิดที่มีต่อความเป็นไปของบ้านเมือง เนาวรัตน์ บอกว่า มีคำหนึ่งที่กล่าวว่า “หนุ่มสาวถ้าไม่ขบถก็ไร้ใจ สูงวัยยังขบถอยู่ก็ไร้สมอง” เพราะฉะนั้น ท่าทีที่แสดงออกมาต้องรัดกุมและศึกษาอย่างรอบคอบ
“ใจก็หมายถึงท่าที จิตใจขบถนั้นมีแต่ท่าทีนั้นก้าวร้าวรุนแรง ตอนนี้ต้องมาทำความเข้าใจและปรับท่าที ไม่ใช่ท่าทีแบบหัวขบถรุนแรง กูจะค้านตะบัน แน่นอนในสมัยหนึ่งเราก็มีอารมณ์อย่างนั้น คัดค้านความไม่ถูกต้อง อะไรที่มันไม่เข้าท่าเราเอาด้วยทั้งนั้นแหละ แต่ตอนนี้ศัตรูมันเปลี่ยนโฉมไปแล้ว มีทั้งศัตรูที่ลื่นไหลและมองไม่เห็น
“คุณไปฝังหัวอยู่กับขุนศึกศักดินา คนหนุ่มสาวจะไม่ชอบอะไรที่เป็นแบบเป็นแผน เบื่อพวกเก่าครำครึและต้องการหาตัวตนของตัวเอง การปฏิเสธอะไรที่เขาว่าดี เรารู้สึกว่าได้ปรากฏขึ้นซึ่งตัวเรา ถ้าไปอยู่ในนั้นก็รู้สึกว่าต้องตามเขาไป แต่การได้ขบถ รู้สึกเราเป็นตัวของตัวเองขึ้นมา โดยเราไม่ได้สนใจเนื้อหาสาระ เอาแต่ท่าที ตรงนี้ที่บอกว่าปัญหาเรื่องท่าที ผมไม่ปฏิเสธเรื่องท่าที เพียงแต่ว่าอยากให้มาคุยเรื่องเนื้อหาสาระกันจริงๆ ว่า อะไรคือศัตรู อะไรคือหลักการ”
เนาวรัตน์สะท้อนสภาพการณ์ศิลปวัฒนธรรมของเมืองไทยถูกกำหนดด้วย 2 ภาคส่วนเท่านั้น 1.รัฐบาล 2.เอกชน ฉะนั้น การปฏิรูปด้านศิลปวัฒนธรรมให้สำเร็จต้องมีภาคประชาชนเข้ามาเพื่อให้ได้สมดุล “อย่างวิทยุโทรทัศน์ร้อยสถานีเปิด 24 ชั่วโมง สามารถทำลายรสนิยมคนภายในไม่ถึงชั่วอายุคนได้ เพราะสองภาคส่วนนี่เป็นตัวกำหนดและมาเอื้อกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน ก็ไม่ว่ากัน ทำกันไป
“แต่ภาคประชาชนไม่มีโอกาสในส่วนนี้ จากประสบการณ์ที่ผมทำศูนย์สังคีตศิลป์ พบว่ารากเหง้าของศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านพื้นถิ่นก็ไม่มีโอกาสตรงนี้ เขาไม่มีพื้นที่เลยถ้าหากไม่มีงานบุญประเพณี ปล่อยให้ตายไปกับยุคสมัย และขาดการพัฒนาเพราะไม่มีพื้นที่ ภาครัฐภาคเอกชนไม่มีพื้นที่ให้เขา ส่วนศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์เขาก็ถูกจำกัดพื้นที่ ถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสายภาพยนตร์
“แน่นอนเขาอาจจะเกินเลยนอกคอกรุนแรงก้าวร้าว แต่ก็คุยกันได้ไม่จำเป็นต้องไปจำกัดพื้นที่ของเขา”
“มาดูทางเกาหลี ด้านศิลปวัฒนธรรมรัฐบาลเขาช่วยครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาเลยพัฒนา 30 ปีที่สร้างกันมา หนังเกาหลี ละครเกาหลี อาหารเกาหลี ก็เข้ามาตีตลาด แม้กระทั่งวัฒนธรรมเนื้อย่างเกาหลี เพราะรัฐเขาให้พื้นที่สำหรับผู้สร้างสรรค์และพวกของเก่า
“แต่บ้านเราไม่มี รัฐมีข้อจำกัด เป็นราชการที่งุ่มง่ามไม่ทันการณ์ ติดระเบียบแบบแผนเยอะแยะ แล้วถูกเอกชนครอบงำทำให้พื้นที่ภาคประชาชนไม่มี ทุกคนต้องการพื้นที่ แน่นอนภาครัฐต้องสนับสนุนการปฏิรูปนี้ ผลักดันให้รัฐเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน เรามีมูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนเรียบร้อยแล้ว”







