posttoday
“เงินทองของมายา...ข้าวปลาสิของจริง”

“เงินทองของมายา...ข้าวปลาสิของจริง”

06 พฤศจิกายน 2557

โดย...วีรวิท คงศักดิ์

โดย...วีรวิท คงศักดิ์

ประเทศญี่ปุ่นมีดัชนีค่าครองชีพสูงที่สุดในอันดับแรกๆ ของโลก ทำให้หลายคนคิดว่า ชีวิตของคนญี่ปุ่นลำบากยากเข็ญภายใต้ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

จากประสบการณ์ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2517 หรือ 40 ปีก่อน ไปเป็นนักบินกองกำลังสหประชาชาติกรณีสงครามเกาหลี (ส่วนหลัง) ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปี และ 17 ปีต่อมาไปเป็นผู้ช่วยทูตทหารอากาศประจำกรุงโตเกียวในปี 2534 เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน ทำให้รู้ว่าชีวิตในญี่ปุ่นดีกว่าที่คาดไว้

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปใช้ชีวิตคนญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งจึงพบว่า การบริหารเศรษฐกิจเพื่อปากท้องประชาชนของญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

40 ปีก่อน ผมไปพำนักอยู่ที่ฐานบิน Tachikawa ชานกรุงโตเกียว ปฏิบัติภารกิจบินขนส่งคนและพัสดุทางทหารจากสนามบิน Yokota ไปส่งที่สนามบินต่างๆ ในสาธารณรัฐเกาหลีใต้ รับเงินเดือนเป็นเหรียญสหรัฐฯ ใช้ชีวิตแบบคนอเมริกันในฐานบินเป็นส่วนใหญ่ ในวันหยุดจึงออกมาศึกษาความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น จำได้ว่า อาหารกลางวันข้าวหมูทอดหรือทงคัสซึราคาชุดละ 1,000 เยน อัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นเงิน 1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ 320360 เยน หรือเท่ากับเงินไทย 20 บาท คิดแล้วรับประทานทงคัสซึหนึ่งมื้อเป็นเงินสหรัฐฯ 3 เหรียญเศษหรือเงินไทยประมาณ 70 บาท

เมื่อนึกถึงมูลค่าเงิน 70 บาทในความรู้สึกของคนมีเงินเดือนรวมค่าฝ่าอันตรายหรือค่าปีกนักบิน 2,600 บาท เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 400 เหรียญสหรัฐฯ นับว่าแพง เพราะเทียบกับการซื้อบุหรี่จากร้านจำหน่ายสินค้าทางทหารหรือ Commissary แล้วสามารถซื้อได้ถึง 3 ห่อหรือ 30 ซองทีเดียว

17 ปีต่อมากลับมาเป็นนักการทูตรับเงินเพิ่มค่าราชการต่างประเทศ(พ.ข.ต.) เป็นเงินเหรียญสหรัฐ แต่ใช้ชีวิตด้วยเงินเยน ซึ่งทางราชการได้ให้ในอัตราที่เหมาะสมกับการครองตนในฐานะนักการทูต แม้ว่ายอดค่าใช้จ่ายคิดเป็นเงินไทยจะสูง แต่เมื่อปรับความรู้สึกเป็นคนญี่ปุ่นได้แล้วก็พอยอมรับได้

ในปี 2534 อัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ที่ 135 เยนต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 100 เหรียญสหรัฐฯ แลกได้ 13,500 เยน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสมฐานะ

ต่อมาในปี 2535 เงินเยนแข็งค่าขึ้นอัตราแลกเปลี่ยนลดลงเหลือ 100 เยนต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อแลกเงิน 100เหรียญสหรัฐฯ จึงเหลือเพียง 10,000 เยน หรือพูดง่ายๆได้ว่า รายได้ลดลง 35 %

ด้วยเหตุนี้สถานทูตไทย ณ กรุงโตเกียวได้ร้องขอปรับ พ.ข.ต.ต่อรัฐบาล ในที่สุดกระทรวงการคลังได้ปรับให้จ่ายเป็นเงินเยนในอัตรา 127 เยนต่อ 1

สมัยนั้น ญี่ปุ่นยังมีมาตรการกีดกันสินค้าต่างประเทศโดยเฉพาะอาหารและเนื้อวัว เพื่อสนับสนุนเกษตรกรของญี่ปุ่น โดยอ้างเหตุผลของการป้องกันโรค จึงทำให้ราคาอาหารเหล่านี้แพงมาก การดำรงชีพของคนญี่ปุ่นจึงต้อง “รู้จักกิน รู้จักใช้” โดยเลือกรับประทานหมูและไก่เป็นหลัก นานๆ ได้ทานเนื้อวัวเป็นชิ้นสักครั้งหนึ่ง

นอกจากนั้น จากปัญหาค่าแรงงานที่สูงมากทำให้อาหารเย็นพร้อมการบริการราคาสูงมาก เมื่อเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันราคาอาจสูงเป็นสามเท่าของการรับประทานเวลากลางวัน และร้านส่วนใหญ่ปิดเร็ว

ด้วยเหตุนี้จึงมีร้านอาหารประเภท Window Menu เกิดขึ้นเพื่อลดค่าแรงงาน ซึ่งต่อมามีการพัฒนาเป็นการซื้อตั๋วหยอดเหรียญ ซึ่งร้านประเภทนี้อาจหารับประทานหมูทอดหรือทงคัทซึได้ในราคา 800900 เยน แต่เมื่อคิดเป็นเงินไทยมีราคาประมาณ 210 บาท หรือ 3 เท่าจากที่ไปอยู่ครั้งแรก

ส่วนเสื้อผ้าและของใช้ต่างๆ ร้านสรรพสินค้าของญี่ปุ่นประเภทคนธรรมดาซื้อใช้ ราคาไม่แพงนัก และมีลดราคาเมื่อเปลี่ยนฤดู ทำให้คนญี่ปุ่นที่ไม่ใช่รสนิยมสูงไม่เดือดร้อนมากนัก

ก่อนเดินทางกลับในปี 2537 ญี่ปุ่นเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ทำให้เริ่มมีสินค้าจีนเข้ามาขายในราคาถูกมากๆ เช่น เสื้อเชิร์ตราคา 400-500เยนหรือ 100 บาทเท่านั้น

สินค้าปกติที่ผู้ชายใช้ คือ ชุดสากลสำเร็จรูป เมื่อปี 2534-2537 ราคาชุดละ 30,000-40,000เยน แล้วแต่คุณภาพผ้า และมีขนาดให้เลือกทุกรูปร่าง บางช่วงมีลดราคาเหลือราว 10,000 เยน หรือ 2,500 บาทเท่านั้น

ในด้านคุณภาพสินค้า ญี่ปุ่นมีระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีมาก สินค้าที่มาจากจีนต้องมีมาตรฐานตามที่ญี่ปุ่นกำหนด และสินค้าลดราคาต้องมีคุณภาพเท่าสินค้าปกติ ประกอบกับคนญี่ปุ่นมีความซื่อตรงในการทำธุรกิจ จึงทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลในเรื่องด้อยคุณภาพและการชำรุดเสียหายแม้จะลดราคาก็ตาม

มาถึงปัจจุบันนี้ ๒๐ ปีผ่านไป แม้มีโอกาสไปใช้ชีวิตคนญี่ปุ่นเพียง 8 วัน แต่ก็ทำให้พบว่า ชีวิตคนญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก ร้านอาหารประเภทครอบครัว (Family Restaurant) ที่เป็นเครือข่ายผุดขึ้นมากมาย อาหารมีหลากหลายและราคาไม่แพงโดยมีราคาให้เลือกตั้งแต่ 5002,000 เยน ขายจนถึง 5 ทุ่มในราคาเดิม

น่าสนใจว่า รายการอาหารมีทางเลือกให้ผู้บริโภค ทั้งขนาดและการเพิ่มรายการอาหารประกอบ เช่น เสต็กเนื้อ Sirloin จากออสเตรเลียขนาด 300กรัม ราคาเพียง 1,980 เยน เพิ่มสลัดบาร์ 359 เยน ทำให้อิ่มอร่อยได้ในราคารวมภาษีไม่เกิน 2,500 เยน หรือ 750 บาท ซึ่งถูกกว่าบ้านเรา ส่วนร้านอาหารมาตรฐานญี่ปุ่นประเภท Window Menu ยังมีราคาใกล้เคียงกับของเดิม และบางรายการราคาถูกลง แต่มาตรฐานราคาทงคัทซึยังอยู่ที่ 800900 เยน หรือประมาณ 260 บาท พร้อมมีบริการรูปและหมายเลขเพิ่มเติมให้กับผู้ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่นด้วย

สำหรับราคาเชื้อเพลิงรถยนต์ เมื่อ 20 ปีก่อน ราคาน้ำมันธรรมดา (Regular) ลิตรละ 130140 เยน มาถึงวันนี้ลิตรละ 150160 เยน ไปครั้งนี้ผมเช่ารถ 7ที่นั่งเดินทาง 1,300 ก.ม.จ่ายค่าน้ำมัน 18,000 เยนหรือ 5,400 บาท เฉลี่ยกิโลเมตรละ 4 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทย

น่าสนใจว่าญี่ปุ่นไม่มีแหล่งพลังงานของตนเองต้องนำเข้าทั้งหมด และใน 20 ปีที่ผ่านมาราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกสูงขึ้นมาก ประกอบกับมีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT.) จาก 3% มาเป็น 8% แต่ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นไม่มาก จึงควรมีการศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการผลิตสินค้าและบริการของญี่ปุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูประบบพลังงานที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า สถานบริการเชื้อเพลิงญี่ปุ่นมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เจ้าของจะบริการเติมน้ำมันเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายและมีบริการล้างรถด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ ถ้าเป็นสถานีขนาดใหญ่มักจะเป็นระบบบริการตนเอง (Self Service) ซึ่งราคาน้ำมันจะถูกลงประมาณลิตรละ ๑๐ เยน

สินค้าบริโภคที่เพิ่มขึ้น คือ เครื่องดื่มจากตู้กด (Vending Machine) ที่เดิม 100 เยน เมื่อปี 2537 เพิ่มเป็น 110 เยน ถึงปี 2557 ราคาเพิ่มเป็น 120-150 เยน ซึ่งนับมาเพิ่มไม่มากนัก

ในด้านการบริการจำหน่ายสินค้า พบว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีร้านสะดวกซื้อจำนวนมากเช่นเดียวกับประเทศไทย มีหลายบริษัทแข่งขันกันในการให้บริการ 24 ชั่วโมงแทนของเดิมที่ร้านค้าปิดไม่เกิน 2 ทุ่ม โดยมีความหลากหลายของสินค้าและราคา ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น สามารถหากาแฟร้อนรับประทานได้ในราคาเพียง 100 เยน ในขณะที่ร้านในที่พักริมทางราคาถึง 300 เยน

ส่วนห้างสรรพสินค้าชานเมืองเปิดบริการจนถึง 4 ทุ่ม และราคาสินค้าใกล้เคียงกับเมื่อ 20 ปีก่อน

สำหรับซุปเปอร์มาเกตตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ สามารถหาของกินของใช้ได้ทุกชนิดในราคาที่ไม่แพงนัก ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยไม่แพงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการระบบจำหน่ายสินค้าและบริการ

ที่เห็นมาแสดงว่า ใน 20 ปีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นที่มีรายได้เป็นเงินเยนไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกเลย เพราะสินค้าและบริการทุกชนิดมีราคาเกือบจะคงที่ ทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยความสงบสุข ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหารายได้มาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากนัก

ตัวอย่างการบริหารเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนี้ สอดคล้องกับวรรคทองของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ที่ว่า “เงินทองของมายา...ข้าวปลาสิของจริง”

สมควรที่สภาปฏิรูปประเทศจะปรับแนวคิดทางเศรษฐกิจด้วยการเน้นตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นต่อปากท้องของประชาชน มากกว่ามุ่งเพิ่ม GDP. แต่เพียงอย่างเดียวเช่นที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม